วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558

น้ำใจที่มีให้ การถ่ายภาพงานแล้วแบ่งปันให้ดูใน Social media

น้ำใจที่มีให้ การถ่ายภาพงานแล้วแบ่งปันให้ดูใน Social media

เวลาที่มีงานบุญ งานบวช งานศพ หรืองานสำคัญๆของคณะบุคคล หน่วยงาน องค์กร มักจะมีการบันทึกภาพ
.. ถ้ามีงบประมาณ ก็จะว่าจ้างช่างภาพ มาบันทึกภาพ ทุกช่วงเวลาในงานนั้นๆไว้

จึงเกิดอาชีพช่างภาพขึ้นมา รับงานต่างๆ
ช่างภาพ จะใช้อุปกรณ์อย่างดี เพื่อเก็บภาพสำคัญๆในเหตุการณ์วันนั้นๆไว้
เก็บทุกภาพ ทุกมุม ทุกช็อต...
ทุกคนที่มาร่วมงาน ต้องมีภาพไว้

.. เรื่องนี้ มีความสำคัญมาก
.. เมื่อวันเวลาผ่านไป ภาพทุกภาพ มีความหมาย มีความสำคัญทั้งนั้น
ช่างภาพ จึงต้องถ่ายภาพจำนวนมากๆ แล้วทำตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง
จะให้อัดภาพลงกระดาษ หรือจะทำเป็นวิดีโอ ลงแผ่นซีดี เก็บไว้ดู หรือเชยชม
.. ก็สุดแท้ ตามความต้องการของเจ้าของงาน

แต่ในโลกปัจจุบัน ที่มี facebook line มีสื่อโซเชียลมีเดีย ที่ทุกๆคนสามารถเข้าถึงได้
เข้ามาดู เข้ามาติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่างๆ

ทุกคนสามารถอัพโหลดภาพ แชร์ภาพ แบ่งปันกันดูได้..

แล้วช่างภาพที่ถูกว่าจ้างให้มาถ่ายภาพในงานต่างๆ เค้าจะอัพภาพลงในโซเชียลมีเดียรึเปล่า
..
.. ช่างภาพมืออาชีพ จะถ่ายภาพจำนวนมาก หลายร้อยภาพ
.. จะต้องนั่งคัดเลือก แต่งภาพ แต่งสี แสง
... กว่าจะสวยสมใจ ก็ต้องใช้เวลามากพอสมควร
ช่างภาพ บางคน ไม่ได้เอาผลงานภาพถ่ายมาลงโซเชียล .
..บางภาพ เจ้าของงาน ก็อยากเก็บไว้เป็นส่วนตัว..
.. แต่หลายเจ้าของงาน ก็อยากให้เผยแพร่ แต่ช่างภาพ ก็จะคิดค่าบริการเพิ่ม..
.. โอย ถ้าอย่างนั้น เอาลงโซเชียลเองจะดีกว่า..

นอกจากช่างภาพที่ถูกว่าจ้างแล้ว คนที่มาร่วมงาน ก็มีโทรศัพท์มือถือ ถ่ายภาพแล้วสามารถอัพโหลดขึ้นโซเชียลได้
..แต่ส่วนมาก มักจะถ่ายรูปตัวเอง กับบรรยากาศและเพื่อนสนิท คนรู้จักในงานนั้น..

มีคนที่ไม่ได้ไปร่วมงาน ก็อยากจะเห็นบรรยากาศในงานนั้นเช่นกัน
.. มีบางคน ชอบถ่ายภาพ เก็บภาพบรรยากาศในงาน เอามาโพสในโลกโซเชียล
ถ่ายหลายภาพ หลายมุม แม้ไม่ได้ถูกว่าจ้าง ก็อยากจะถ่ายภาพ
ถ่ายในมุมที่อยากถ่าย ถ่ายรูป คนที่อยากจะถ่าย
ถ่ายแล้ว ก็เอาลงโซเชียล ให้คนที่รู้จัก และเพื่อนของเพื่อน ได้เข้ามาส่อง มาดูชมกัน

ช่างภาพอิสระแบบนี้ ถือว่าเป็นคนมีน้ำใจ
ไม่ได้ถูกว่าจ้างให้มาถ่ายรูป แต่ก็ถ่ายรูป และเอารูปลงเผยแพร่ให้...
แบ่งปันบรรยากาศกันไป แบ่งปันให้ได้ดูได้ชมกัน

.. บางมุม ก็อาจจะเป็นภาพมุมเดียวกับช่างภาพที่ถูกว่าจ้าง
บางภาพ ก็ถ่ายได้สวยกว่า ช่างภาพที่ถูกว่าจ้าง..
แต่เขาไม่ได้ค่าจ้าง ได้แต่คำชื่นชม
..ทำอะไรก็ตาม ถ้าทำอย่างมีความสุข แค่นี้ ก็คุ้มแล้ว

วันฮาโลวีน.. คนบ้านนอกต้องเกาะกระแสด้วยมั้ย?

วันนี้ เป็นวันฮาโลวีนเหรอ ? คนบ้านนอกต้องเกาะกระแสด้วยมั้ย

"เชยอีกแล้ว 31 ต.ค.ของทุกปี เค้ารับรู้กันทั้งโลกว่า วันนี้ เป็นวันฮาโลวีน ไปอยู่ที่ไหนมา"
.. อือม ก็จริงนะ เปิดดู facebook ถึงรู้ว่า วันนี้ คือ วันฮาโลวีน
เห็นรูป คนใน facebook แต่งหน้าผี ออ ตกกระแสไปได้ยังไงเนี่ย..

เคยได้ยินคนบ่นว่า คนไทย เห่อตามกระแสตะวันตก มีเทศกาล วันสำคัญของชาติตะวันตก เราก็ฉลองไปกะเค้าด้วย
.. มันดูเท่ ทันสมัย ตามกระแส..
แต่พอพูดถึงเรื่องของไทย เทศกาล วันสำคัญของไทย ดูแล้ว ไม่ค่อยจะพากันเห่อ เหมือน เทศกาล วันสำคัญของฝรั่ง..

"ไปอยู่ที่ไหนมา ถึงตกกระแสแบบนี้"
" ก็ใช้ชีวิตตามปกติ เหมือนทุกๆวัน"
" ทำไมถึงไม่รู้เรื่องว่า วันนี้ เป็นวันฮาโลวีน"
"แล้ว ทำไม เราจะต้องรู้ด้วยล่ะ"..

เออ เจอคำถามตรงๆแบบนี้ นั่นสิ นะ เราจำเป็นต้องรู้แล้วทำตามกระแสวันฮาโลวีน ด้วยมั้ยล่ะ..

ถ้าคุณใช้ชีวิตในสังคมเมือง ต้องเข้าสังคมกับเพื่อนฝูง
.... เมื่อเพื่อนชวนไปสังสรรในสถานบันเทิง ไป ฮาโลวีนไนท์กัน..
.. คุณก็ต้องไปสนุกกับเพื่อนๆ แต่งฮาโลวีนไปร่วมขบวนกับเพื่อนด้วย

.. แต่ฉันอาศัยในชนบท หรือ "บ้านนอก" ที่คุณเรียกน่ะแหละ
ที่บ้าน ไม่เห็นใครจะมาแต่งหน้าผี มาฉลองวันฮาโลวีนซักคน
.. ที่วัดมีงานทอดกฐินประจำปี มีงานศพ งานบุญ รับซอง ใส่ซองกันวุ่นไปหมด
.. พอมีงานสำคัญ งานที่บ้านญาติ ก็ต้องไปร่วมงาน ไปช่วยงานที่บ้านนั้น..
นั่นน่ะ สำคัญกว่า วันฮาโลวีน ที่แห่กันเกาะกระแสกัน

"ถ้าที่หมู่บ้าน มีคนจัดฮาโลวีนไนท์ สร้างกระแสความสนใจ โฆษณาแจ้งข่าวในหมู่บ้าน ก็คงจะเกาะกระแสความสนุกกัน แต่ชาวบ้าน ไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ ไม่มีเงิน ไม่มีกำลัง"

เราตกกระแสวันฮาโลวีน มันไม่แปลก...
.. ขอให้เราใช้ชีวิตในแบบที่เราเป็นอยู่..

เพื่อนกัน ข้องใจอะไรก็ถามมา

เพื่อนกัน ข้องใจอะไรก็ถามมา

ในมิตรภาพที่มีระหว่างกัน บางครั้ง คำพูด และการกระทำ อาจจะทำให้ อีกฝ่าย ไม่พอใจ และรู้สึกไม่ดีบ้าง
.. ต่างคน ก็มีความรู้สึกนึกคิด
.. จะตีความสิ่งที่เห็นและเกิดขึ้นอย่างไร ก็ว่าไปตามอารมณ์ ความรู้สึกในเวลานั้น

หลายครั้ง สิ่งที่เห็น ก็ทำให้เกิดความสงสัย..
. และไม่กล้าที่จะถามไถ่ เพราะคิดว่า ความเป็นเพื่อน คงไม่เหมือนเดิม..

หลายครั้ง สิ่งที่เราคิด กับสิ่งที่เพื่อนคิด เป็นคนละเรื่องเดียวกัน
.. เราคิดว่า เพื่อนโกรธ ไม่พอใจเราหรือ
.. แต่ในส่วนของเพื่อน เขากำลังเครียด วิตกกังวล กับปัญหาเรื่องอื่น
.. คำพูด คำบ่นต่างๆ ของเพื่อน ก็ทำให้ เราตีความว่า เพื่อนไม่พอใจเรา..

วันหนึ่ง เมื่ออีกคนข้องใจมากๆ เลยเอ่ยถามกันตรงๆ
.. เมื่อมีโอกาสได้ พูดคุย สื่อสารกัน
.. ความเป็นเพื่อน จะช่วยเปิดเผยความคิด ความรู้สึกที่มี ออกมา
.. สิ่งที่คิดนั้น ความจริง เป็นอย่างที่นึกคิดหรือไม่..

เมื่อเกิดความคับข้องใจ
.. มีสิ่งใด ก็ให้ถามไถ่ทันที จะได้หายข้องใจ

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กำลังใจจากคนที่เราต้องการ

กำลังใจจากคนที่เราต้องการ

"ในยามที่ท้อแท้ ขอเพียงแค่คนหนึ่ง
จะคิดถึง และคอยห่วงใย ในยามที่ชีวิต หม่นหมองร้องไห้
ขอเพียงมีใครปลอบใจสักคน.."

ในยามเหงาๆ ค่ำคืนวันหนึ่ง ที่เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกท้อแท้ขึ้นมา
... จากที่เคยมีคนที่คอยให้กำลังใจ
บางครั้ง คนที่คอยให้กำลังใจ ก็ไม่อยู่ให้กำลังใจซะงั้น

ตัวเองจึงต้องพยายามสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง
เท่าที่จะสามารถทำได้..

บางครั้ง ก็ท้อเหมือนกัน แต่ก็ควรจะต้องผ่านช่วงที่ย่ำแย่ของชีวิตไปให้ได้
จนกว่า กำลังใจจากคนที่คนที่เราต้องการ จะกลับคืนมา

ขอให้เราใช้ความพยายามให้ถึงที่สุด

ขอให้เราใช้ความพยายามให้ถึงที่สุด

หลายครั้ง ที่เราต้องเจอคำพูดบางคำ สายตาที่ดูแคลน ..
ซึ่งเกิดจากการกระทำ คำพูด พฤติกรรมของเราเอง..
สิ่งที่เราพูด เราทำ ด้วยความเดียงสา คิดว่า ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน..
แต่ในความจริง อาจทำให้บางคน ไม่พอใจ ไม่ปลื้ม ขัดใจ..
โกรธ เสียใจ หมดความไว้วางใจ ฯลฯ

กว่าเราจะรู้ตัวก็ เกิดเรื่อง เกิดความรู้สึกที่กินใจกันซะแล้ว..

. คำพูด สายตา ท่าทางที่แสดงออกมา หลังจากนั้น ก็คงทำให้เรารู้ตัวเอง..
ว่า มันแย่แค่ไหน ในความรู้สึกของเขาคนนั้น

ในความเดียงสา คนอื่น อาจมองว่า ดราม่า หรืออะไรก็แล้วแต่..
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้เราใช้ความอดทน
หากเรามีความบริสุทธิ์ใจ สักวัน เขาคงเข้าใจในเจตนาที่แท้จริง
บางที คนเราก็ไม่รู้หรอกว่า การกระทำ คำพูด หรือวัฒนธรรมการแสดงออกแบบนั้น..
มันไม่เหมาะสม...

คนอีสาน พูดคำบางทำ แต่ทำให้คนภาคอื่น ฟังดูเหมือนกำลังดูหมิ่น หรือ กำลังด่าว่า..
ก็ต้องใช้เวลา ในการทำความเข้าใจ...

เครื่องประหยัดเวลา ทำให้คนขัดแย้งกัน

เครื่องประหยัดเวลา ทำให้คนขัดแย้งกัน

ยิ่งคนเรามีเครื่องมือ อุปกรณ์ไฮเทคมากขนาดไหน.. คนเรากลับยิ่งมีปัญหาระหว่างกันมากขึ้น..
หลายสิบปีก่อน คนที่อยู่ห่างไกลกัน อยู่ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ จะติดต่อสื่อสารกัน ก็ผ่านทางการเขียนจดหมาย..
..ถ้ามีเงินสักหน่อย ก็โทรศัพท์ ถ้าจะส่งข่าวด่วน ก็ใช้โทรเลข..
แต่ต้องเสียเงิน แพง เพื่อที่จะส่งข้อความแค่ไม่กี่คำ ผ่านโทรเลข..

จะส่งข้อมูล สื่อสารกัน ยุคก่อน ไม่ได้รวดเร็วฉับไว ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาที.. แต่ต้องรอเป็นวันๆ..
.. ช่วงนั้น ไม่เห็นคนจะมีปัญหามากมาย เหมือนในเวลานี้

ในยุคหลายปีก่อนนั้น ถ้ามีเครื่องมือสื่อสารที่ฉับไว มีค่าใช้จ่ายถูก คงจะติดต่อสื่อสาร ทำธุรกิจ ส่งผ่านความคิดถึงระหว่างกันได้สะดวกยิ่งขึ้น
.. ในตอนนั้น คนเราต้องรอคอย รอเวลา
.. แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอ เพราะมันฉับไว ในพริบตา..

คนหนึ่ง คิดอะไร อยากพูดอยากบอกอะไรออกไป ก็พูดไปเลย
ไม่มีการกลั่นกรอง เลยทำให้เกิดเรื่องขัดแย้งกันมากมาย

ท่าน "ชยสาโรภิกขุ" ให้คติธรรมว่า
"เครื่องประหยัดเวลา ทำให้เสียเวลาง่ายขึ้น
เครื่องมือสื่อสาร ทำให้คนทะเลาะกันบ่อย
ถ้าไม่อยากให้ยุ่งเหยิง ต้องมีสติ สำรวม ระมัดระวังกันบ้าง"

เนื้อหา ประมาณนี้...

ไม่ว่าความเร็วในการติดต่อสื่อสาร จะฉับไว หรือ ช้า.. ก็ต้องมีสติ..
แม้จะฉับไว ก็ต้องติดเบรคกันไว้บ้าง..

หลายปีก่อน คนเราคงมีสติกันมาก เพราะมันไม่ฉับไว
จะเขียนจดหมาย ต้องใช้เวลากลั่นกรอง เขียนเป็นข้อความออกมา
จะส่งโทรเลข จะต้องคิดคำพูดให้สั้น กระชับเข้าใจง่าย เพราะ แต่ละคำ ค่าส่งโทรเลข มันแพง..

ถ้าไม่อยากขัดแย้งกัน ต้องใช้ "สติ"

การหาไอเดีย เพื่อทำการตลาด delivery

การหาไอเดีย เพื่อทำการตลาด delivery

การเรียนรู้ไม่มีสิ้นสุด การค้าขาย การเข้าถึงความต้องการของลูกค้าก็เช่นเดียวกัน..
..สินค้า ผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่ง ใช่เพียงจะมีแต่ฝ่ายของเราที่ทำได้..
.. กลุ่มอื่น ร้านอื่น ก็ทำได้เช่นกัน..

การจะเข้าถึงลูกค้า จนถึงขั้น อยากชิม อยากลิ้มรส
ก็อยู่ที่ว่า สินค้าของเรา น่าสนใจแค่ไหน..


มีคำแนะนำจาก เพื่อนมิตรที่ดี ส่งข้อความนี้มาให้คิดดู...

"อยากให้ลูกค้าเห็นเรานอกจากกลุ่มกล้วย
เช่น โพสต์ข้อความว่า
ทุกเทศกาล เปลี่ยนใจจาก #cakedelivery มาชิม
#กล้วยฉาบอบเนย
ส่งถึงที่เช่นกันค่ะ

เราจะได้ลูกค้าจากกลุ่มสั่งเค้ก เบเกอรี่
มารู้จักว่า มีเราอยู่ด้วย "

นั่นสินะ หลายครั้ง คนทำมาหากิน ก็ท้อแท้
คิดอะไรไม่ออก...
อุปสรรค ความกดดัน เป็นส่วนหนึ่งที่บดบังความคิด ไอเดียดีๆได้..
..คนที่ไม่กดดัน สมองปลอดโปร่ง สามารถคิดอะไรได้มากมาย..
เพราะไร้ความกดดัน..

ขอเพียง อดทน สู้ไม่ถอย
ก้าวเดินอย่างมีทิศทางที่ชัดเจน
..มีความเพียรพยายาม..
ความสำเร็จ คงไม่ไกลเกินเอื้อม...

รอยด่างในชีวิต..

รอยด่างในชีวิต

.. ทุกช่วงเวลาในชีวิต สามารถเกิดความผิดพลาด ความเสียหายได้ทุกย่างก้าวเดิน
.. หากไม่ระมัดระวัง หรือ ตั้งสติให้ดีพอ
.. แต่หลายคน ก็ไม่ได้ระมัดระวังขนาดนั้น ก้าวเดินไปตามปกติ
.. แต่ก้าวหนึ่ง ทำให้เกิดความเสียหาย
.. โดยเฉพาะความเสียหาย ทางความรู้สึก และจิตใจ

.. เรื่องที่คิดว่า ไม่น่าจะเป็นเรื่อง ก็กลายเป็นเรื่องขึ้นมาได้
สำหรับคนหนึ่ง คำพูด การกระทำที่แสดงออกมา มีความหมายทั้งนั้น
จะทำให้ดีใจ หรือเสียใจ เกิดรอยด่างในชีวิต ก็เป็นไปได้ทุกอย่าง..

เหมือนผ้าขาว ที่ถูกหยดสีดำ ถ้าเป็นหยดที่ซักล้างออกยาก ก็จะเป็นรอยดำติดผ้าขาวนั้น ไปอีกนานแสนนาน
..หากมีน้ำยาที่ซักออกได้ ก็ยังคงมีรอยจางๆ บนผ้าขาวนั้น..
..ยิ่งถ้าเป็นรอยด่างในจิตใจคนนี่ ยิ่งยากที่จะลบออก

.. คนเรานั้น บางคนยิ่งตอกย้ำซ้ำเติม ให้รอยด่างนั้น มันฝังแน่น
. แต่กลับหลายเรื่องที่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก
.. ไม่เก็บมาคิด มารื้อฟื้น
.. ไม่นาน นักก็ลืมเลือนไป เพราะไม่ให้ความสำคัญ

.รอยด่างในชีวิต จะเกิดขึ้นหรือไม่ อยู่ที่เราทำให้รอยด่างนั้น มันสำคัญมากขึ้น
.. หรือปล่อยให้รอยด่างนั้น จางหายไปตามกาลเวลา..

.. สำหรับคนทั่ใกล้หมดอายุขัย ใกล้เสียชีวิต
สิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่น มันก็เอาไปไม่ได้สักอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ทรัพย์สิน
หรือ อดีต ความทรงจำที่เจ็บปวด..
.

อดีตที่เจ็บปวด บางคนยังตอกย้ำ ซ้ำเติมตัวเองด้วยความคิด..
ย้ำให้เจ็บปวด ครั้งแล้วครั้งเล่า
.. ในขณะที่อีกคน ปล่อยวางอดีตนั้นไปแล้ว ถ้าถูกใครหยิบยกขึ้นมาพูด ก็เจ็บปวดทุกครั้งที่ถูกรื้อฟื้น
.. แต่ถ้าไม่มีใคร รื้อฟื้น.. กาลเวลาก็ทำให้รอยด่างนั้น ค่อยๆจางลงไป

..ต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง
.. มีเหตุผลที่จะตอกย้ำซ้ำเติมความเจ็บปวด
.. และมีเหตุผลที่จะปล่อยวางมันไป
.. ชีวิตยังต้องก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ..
จะก้าวเดินไปช่วงหนึ่ง แล้วหยุดเดินเพื่อตอกย้ำ รอยด่างที่เจ็บปวด..
พอได้สติ ก็ก้าวเดินต่อไป แล้วหยุดพัก ตอกย้ำด้วยรอยด่างอีก.... ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

.. คนเรามีชีวิตเพื่อใช้ชีวิตในปัจจุบัน และอนาคต
.. หรือ ใช้ชีวิตเพื่อใช้เวลา ตอกย้ำรอยด่างในชีวิตอย่างนั้นหรือ

เมื่อบิ๊กซี ลดราคาสินค้า 13ล้านชิ้น คนเดินดินได้แต่มอง..

เมื่อบิ๊กซี ลดราคาสินค้า 13 ล้านชิ้น คนเดินดินได้แต่มอง

บิ๊กซี ยอดขายตก ลดราคาสินค้า 13 ล้านชิ้น

ที่มาจาก http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000120621

บิ๊กซี เผยพิษเศรษฐกิจ กระทบยอดขาย 9 เดือนแรกปี 2558 ลดลง 1.4% คิดเป็นมูลค่า 8.88 หมื่นล้านบาท งัดกลยุทธ์ หั่นราคาสินค้า เร่งกู้ยอด อัดแคมเปญใหม่ "ว้าว! ถูกจริง มันส์จริง" ลดราคาสินค้า 13 ล้านชิ้น มาลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดถึง 80% ที่บิ๊กซี ทั่วประเทศ 29 ต.ค- 1 พ.ย.2558

เห็นข่าวแล้ว ก็ถอนหายใจ... ไม่ต้องรอให้บิ๊กซี ลดราคา แต่แค่การไปจ่ายกับข้าวที่ตลาดสด ก็ไม่ค่อยอยากจะจ่าย อยากซื้อหลายรายการ

.. กับข้าวหลายอย่าง ราคาแพงขึ้น เพียงแค่การกินอยู่ในแต่ละวัน ก็ไม่ค่อยจะมีเงินกันแล้วล่ะ...

ห้างค้าปลีกใหญ่ มีหลายเจ้า บิ๊กซี โลตัส แมคโคร เดอะมอลล์ เซ็นทรัล ฯลฯ แต่ละเจ้า มีสินค้ามากมาย แต่ละเจ้ามีสาขาหลายสาขา ...

ห้างเหล่านี้ สามารถขายสินค้าในราคาถูกได้ ขายเยอะ อ่านข่าวชิ้นนี้ ที่จะลดราคาสินค้า 13 ล้านชิ้น นี่ของที่บิ๊กซีที่เดียว...
.. แล้วของห้างค้าปลีกเจ้าอื่นๆ มีสินค้า กี่ล้านชิ้นล่ะ...

ห้างค้าปลีก มีหลายเจ้า แต่คนซื้อ ก็มีเท่าเดิม ... จากที่เคยเดินซื้อที่ห้างนึง พอเห็นโปรโมชั่นของอีกห้าง ก็แวะไปเดินซื้อห้างนั้น... พอเศรษฐกิจย่ำแย่ รายรับลดลง ลูกค้าก็ต้องใช้สอยอย่างประหยัดมากขึ้น


มื่อบิ๊กซี ออกแคมเปญนี้แล้ว เดี๋ยวห้างอื่นๆ ก็จัดโปรโมชั่นออกมามั่ง..
..สำหรับคนร่ำรวย มีเงินเดือน คงไม่เดือดร้อนเท่าไหร่
แต่สำหรับคนที่ไม่มีเงินเดือน รายได้ไม่คงที่แน่นอน คงต้องคิดหนักมากกว่าเดิม...

.. เดี๋ยวนี้ มีการจัดงานลดค่าครองชีพ มีที่ไหนก็บอกด้วยนะครับ
.. เพราะงานสินค้าราคาถูก ก็ช่วยหลายครอบครัวได้เยอะจริงๆ

ข้อคิดคนลำบาก คนเราต้องช่วยเหลือกัน..

ข้อคิดคนลำบาก คนเราต้องช่วยเหลือกัน

ในกลุ่มคนทำอาชีพ ช่างแต่งรถ เปิดร้านรับแต่งรก..
ตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ ชักชวนเพื่อนร่วมอาชีพ มาทำงานร่วมกัน
ตกลงแบ่งหุ้น แบ่งผลประโยชน์ ว่าจะให้เท่าไหร่ แค่ไหน
แล้วร่วมมือร่วมใจ สร้างกิจการให้มั่นคงขึ้นมา

..แต่จิตใจคน ยากแท้ หยั่งถึง..
เมื่อคนหนึ่ง มีความโลภเข้าครอบงำ
ผลประโยชน์ที่จะแบ่งให้ก็ไม่ให้
..หลอกลวง โกงเงินกัน เห็นๆ
เพื่อนที่ถูกหลอก ต้องแบกความเจ็บปวด ออกไปทำมาหากินที่อื่น
ตั้งร้านที่อื่น.. สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาเอง

เมื่อเราได้พบปะ พูดคุย เพื่อนที่ผ่านความลำบากนั้น
พบกับความจริงใจ ที่มีให้กัน
เมื่อมองเห็นว่า มีสิ่งไหนที่สามารถช่วยเหลือกันได้
โดยที่เราไม่ได้เดือดร้อน..
เมื่อช่วยได้ ก็ช่วยกัน...

.. ความช่วยเหลือ ที่มอบให้ คนที่ยากลำบากนั้น เป็นเหมือน น้ำที่พบในทะเลทราย
.. มันยิ่งใหญ่ สำหรับเขา..
เป็นสิ่งที่เขา ไม่เคยลืม

.. ในการทำมาหากินในยุคนี้ ต้องต่อสู้กันต่อไป..
ฝ่าฟันความยากลำบาก ไม่ย่อท้อ..
แต่ความช่วยเหลือที่เคยให้ไป แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากมาย
แต่น้ำใจเล็กๆน้อยๆ ก็ช่วยต่อลมหายใจของเขาได้

..เมื่อเพื่อน เจอคนที่ตกที่นั่งลำบาก เจอปัญหาเดียวกันกับเขา..
..เขาจึงช่วยเหลือ คนที่ตกที่นั่งลำบากนั้นบ้าง

"ครั้งหนึ่ง เคยผิดใจกับแก แต่ก็ลืมไปแล้ว.."
"ดีแล้วล่ะ ที่คิดได้"
"ทำไงได้ครับ พี่เคยช่วยผมแบบนี้ ผมทำตามแบบพี่.."

รอยยิ้มเล็กๆก็เกิดขึ้น คิดไม่ถึงว่า ความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ ทำให้เขา อยากทำตาม อยากช่วยเหลือคนอื่น เมื่อมีโอกาสนั้น..

เปรียบเทียบ ไม่อยากให้ใครได้ดีกว่าตัวเอง

เปรียบเทียบ ไม่อยากให้ใครได้ดีกว่าตัวเอง

ในงานบุญของชุมชน หลายคน เตรียมตัว อาหาร ดอกไม้ มาร่วมทำบุญในวันสำคัญที่สุด มีด้วยจิตใจเบิกบานผ่องใส

ป็นธรรมดาของคน หมู่มาก หลายคนมารวมกัน ย่อมเกิดเรื่อง นินทา..

.. มีคู่แต่งงานหลายคู่ ที่มาร่วมทำบุญ และมักจะถูกจับตามองจากหลายคน
.. มองดูว่า ยังรักกันดีมั้ย มีความสุขกันรึเปล่า
.. จะเลิกกันรึยัง ทะเลาะกันบ้างมั้ย..

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทุกสิ่งที่เห็น สามารถเอามานินทา เม้ากันสนุกปากได้ทั้งนั้น

ในงานทำบุญ มีชาวบ้าน แทบทุกหลังคาเรือนมาทำบุญ
.. มีคู่แต่งงาน ที่พึ่งแต่งกันไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และที่แต่งงานกันมาเกือบครบปี มาร่วมทำบุญที่วัดด้วย

สำหรับคู่ที่พึ่งแต่งงานเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก็ดูจับตา นินทา หลายเรื่อง..
รักกันจริงมั้ย มีเงินจริงรึเปล่า..

เมื่อเห็นอีกคู่ ที่แต่งงานกันมาคบปี ก็เกิดการเปรียบเทียบ..
"..คู่นั้น ดูรักกันดีนะ แต่งงานกันมาตั้งนานแล้ว"
".. ตอนตักบาตร เห็นยืนข้างๆกันตลอด แต่คู่ที่พึ่งแต่งงานนี่สิ ยืนห่างกันจัง"

" เห็นคู่นั้น น่ารักนะ เดินไปด้วยกันตลอด จับมือกันด้วย"

เมื่อคู่แต่งงาน ที่พึ่งจัดงานสมรสไม่กี่เดือน ได้ยินขี้ปากชาวบ้าน ก็รู้สึกแย่เหมือนกัน..
.. ไม่มีใครอยากจะถูกเปรียบเทียบ โดยที่ฝ่ายของตัวเอง ดูแย่กว่า อีกฝ่าย..

แต่ทว่า ขี้ปากชาวบ้าน จะพูดยังไงก็ได้..
ขอเพียงให้ตัวเอง หนักแน่น มั่นคงกับชีวิตของคนเอง
อย่าหวั่นไหว กับลมปากของชาวบ้าน...

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ปั่นเพื่อพ่อ กับ มิวสิควิดีโอ เพลงประจำงาน.. เพลงเดิม

ปั่นเพื่อพ่อ กับ มิวสิควิดีโอ เพลงประจำงาน เพลงเดิม

หลังจากที่ประสบความสำเร็จ สร้างกระแสแห่งความสุขที่ยิ่งใหญ่ ในงาน "ปั่นเพื่อแม่" เมื่อ 16 ส.ค.2558 ที่ผ่านมา
..คราวนี้ ก็มาถึงงาน "ปั่นเพื่อพ่อ" กันบ้าง ในวันที่ 11 ธันวาคม 2558

กิจกรรมที่ทำให้ ผู้คนหันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น มีเพลง "ปั่นจักรยาน" ที่เปิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง..
..มีการพูดถึง ทางจักรยาน , กิจกรรมขี่จักรยาน เกิดขึ้นมากมาย..
มีกิจกรรมจักรยานเพื่อน้องตามมาด้วย

พูดถึง กิจกรรม ปั่นเพื่อพ่อ หลายคน นับวันรอ ให้ถึงวันจัดกิจกรรมกันแล้ว
..หลายคน เฝ้ารอคอย ที่จะลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมนี้กัน ซึ่งจะมีการเปิดให้ลงทะเบียน ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558

.. ตอนนี้ เริ่มโหมกระแส ปั่นเพื่อพ่อ กันแล้ว กับการปล่อย มิวสิควิดีโอ งานปั่นเพื่อพ่อ ซึ่งมีการถ่ายทำมิวสิควิดีโอ ใน กทม เมื่อช่วงก่อนวันปิยมหาราชที่ผ่านมา..
.. มีศิลปิน ดารา นักร้อง เซเลป คนดัง เข้ามาร่วมปั่นจักรยาน และมีกลุ่มนักปั่นจักรยาน มาเข้าฉาก ถ่ายทำมิวสิควิดีโอตามสถานที่และเวลาที่นัดหมายกันไว้..

มีหลายคนที่รู้ข่าวทีหลัง บ่นด้วยความน้อยใจว่า ทำไม ตัวเองไม่ได้ไปร่วมปั่น ร่วมถ่ายมิวสิควิดีโอด้วยล่ะ พวกเขาก็รักพ่อ อยากร่วมกิจกรรมนี้ด้วยนะ
"หรือเป็นเพราะ พวกเขา ไม่ใช่คนดัง มีชื่อเสียง ถึงไม่ได้ถูกเชิญ"

มาบ่น น้อยใจซะงั้น

ความจริงแล้ว ก็มีการประกาศทางสื่อบ้าง แต่คนที่ติดตามข่าว + รู้ข่าว และสามารถที่จะเดินทางมาร่วมถ่ายมิวสิควิดีโอได้ มีจำนวนหนึ่งเท่านั้น...
เอาเถอะ เมื่อมีความตั้งใจที่ดี จะได้เข้าฉากถ่ายมิวสิควิดีโอรึไม่ ไม่ใช่สิ่งสำคัญ

เหมือนการทำความดี จะทำเมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้..
ไม่ต้องรอให้ใครมาทำข่าว ถ่ายรูป ออกสื่อ...
... แค่ใจเรามีความสุขที่ได้ทำ ก็มีคุณค่ามากกว่า การได้ออกสื่อ สร้างภาพแล้วล่ะ

เห็นมิวสิควิดีโองานปั่นเพื่อพ่อ เผยแพร่ทาง youtube บ้างแล้ว
.. มิวสิควิดีโอ ก็น่าดู น่าชม ยิ่งใหญ่ อยู่แล้ว...

สิ่งหนึ่งที่คาดหวังไว้ คือ เราจะได้ยินเพลงประจำงาน เพลงใหม่ ในงานปั่นเพื่อพ่อ...

เพลงจักรยาน เปิดจนกระหึ่มงาน "ปั่นเพื่อแม่" แล้ว เดี๋ยวคงจะได้ยินเพลงใหม่
.. แต่แล้ว เราก็ได้ยินเพลงเดิมน่ะแหละ "ปั่นจักรยาน" แต่เพิ่มเนื้อร้อง ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนเข้าไปด้วย
เพลงก็น่าฟัง เช่นเดิม กลายเป็นเพลงสำหรับการปั่นจักรยานไปแล้ว

แต่เพลงที่เปิดบ่อยมากเกินไป ก็ทำให้เบื่อได้เช่นกัน..
.. ในสื่อทีวี จะระดมเปิดเพลงนี้ เปิดซ้ำแล้วซ้ำอีก กะจะเอาให้ร้องได้ จดจำจนละเมอออกมาเป็นเพลงกันเลย

สิ่งที่น่าผิดหวังคือ บริษัทที่ทำสื่อนั่นล่ะ ถ้าจะแต่งเพลงใหม่ ก็น่าจะดี ...
.. เรามีศิลปินนักแต่งเพลง นักดนตรีมากมาย ให้มาเขียนเพลงใหม่ ก็ไม่น่าจะยาก

เรื่องกิจกรรมนี้ หลายคนสนับสนุนเต็มที่...
แต่สื่อต่างๆ มักจะเปิดเพลงเดียว ซ้ำอยู่นั่นล่ะ....
... สำหรับคนที่ตั้งใจฟัง ฟังบ่อย ซ้ำๆ ก็ชักจะเบื่อเหมือนกัน..

ยังดีที่หลายกิจกรรม มีหลายเพลงเอามาเปิด นอกจากเพลง "ปั่นจักรยาน" แล้ว ยังหาเพลงเกี่ยวกับจักรยาน ของศิลปินคนอื่นๆมาเปิดสลับไปด้วย ไม่งั้นเบื่อกันหมด..

อย่างกิจกรรม ปั่นเพื่อแม่ หรือ ปั่นจักรยาน วันคาร์ฟรีเดย์ ช่วงลงทะเบียน ก่อนถึงเวลาปั่นจักรยาน
ฝ่ายเวทีในงาน ก็จะหาเพลงมาเปิด ก่อนที่จะมีกิจกรรมบนเวที ก็เอามาหลายเพลง เปิดสลับกันไป
.. ก็ทำให้คนที่มารอ ได้ฟังเพลงอื่นๆ สลับสับเปลียนกันไปด้วย...

บริษัทที่ดูแลงาน และทำสื่อ งานปั่นเพื่อพ่อ น่าจะคิดแต่งเพลงอื่นๆ ด้วยนะ
...มีเรื่องราว และประเด็นอีกมากมาย ที่สามารถนำมาเขียนเพลงได้

นึกถึงวันพ่อแห่งชาติ เคยมีเพลงเกี่ยวกับในหลวง ออกมามากมาย เช่น ทรงพระเจริญ, ขอเป็นข้ารองบาท, พ่อของแผ่นดิน, เรารักพระเจ้าอยู่หัว ฯลฯ มีมากมายหลายเวอร์ชั่น ฟังแล้ว มีความสุขที่ได้ยิน....
....ฟังเพลินด้วย

สียดายที่บริษัทที่ดูแลจัดงานปั่นเพื่อพ่อ ใช้เพลงเดิม

โกงตาชั่ง ที่ตลาดนัดวันเสาร์

โกงตาชั่ง ที่ตลาดนัดวันเสาร์

ตลาดนัดคลองถม ตลาดนัดที่ขายสินค้า ของกินของใช้ตามหมู่บ้าน ตำบลต่างๆ ที่ชาวบ้าน รอเวลาที่มีตลาดนัด..
..แม่จะไม่ดูเลิศหรู ดูดี อย่างการไปเดินห้างสรรพสินค้าในตัวเมืองใหญ่ แต่ตลาดนัด ก็มีความหมาย สำหรับคนมีรายได้น้อยในชนบทแล้วล่ะ

สินค้าที่ขายในตลาดนัด ก็ตามกำลังซื้อของคนในหมู่บ้าน แต่เพียงเท่านี้ ก็เป็นหน้าเป็นตา สำหรับคนในหมู่บ้านแล้วล่ะ

ที่ตลาดนัด มีพืชผัก ผลไม้ มาวางขายด้วย
เย็นวันเสาร์ 24 ต.ค.2558 เมื่อแม่บ้านไปจ่ายตลาด ที่ตลาดนัดวันเสาร์ ที่ "หนองสรวง" เธอตั้งใจจะไปซื้อผัก มาทำกับข้าว
เพราะไปเดินดูที่ตลาดในตัวจังหวัด... "มันแพงมาก"
.. งั้นมาซื้อที่ตลาดนัดในหมู่บ้านก็ได้ ช่วยเศรษฐกิจในบ้าน

ระหว่างที่เลือกซื้อกะหล่ำปลี หยิบมาลูกนึง ส่งให้แม่ค้าชั่ง แม่ค้าดูแล้ว รีบบอกทันทีว่า "กิโลนึงพอดี"
แม่บ้าน รีบทักท้วง "แปดขีดนะ เห็นแว๊บๆ"
แม่ค้า พยายามหยิบลูกกะหล่ำ ขยับไปขยับมา หันตาชั่ง ขยับไปขยับมา แม่บ้าน มองตาม มันก็ยังไม่ครบกิโลอยู่ดี
..ขยับไปขยับมา เป็น 9 ขีดแล้ว...

ตลาดนัด ตามหมู่บ้าน ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบตาชั่ง แม่ค้าจะโกงตาชั่งยังไงก็ได้ อย่างนั้นเหรอ
..ชาวบ้าน ก็ต้องการสินค้า ในราคาที่เหมาะสม ยุติธรรม
.. เห็นว่า ชาวบ้าน ในชนบท อยากจะหลอกยังไงก็ได้งั้นเหรอ..
.. เห็นเป็นคนโง่ จะมาหลอกเอาเงิน ด้วยการโกงตาชั่งหรือไง

.. แต่ชาวบ้าน หลายคน ก็ไม่รู้ ไม่ได้สังเกตจริงๆ ตอนซื้อก็เลือกสินค้า แล้วก็ส่งให้แม่ค้า แม่ค้าบอกยังไง ก็ส่งเงินให้ แล้วรับถุง เดินจากไป

ตาชั่ง เลยโดนโกงเรื่อยมา...

มองการท่องเที่ยวภูทับเบิก แล้วมองท้องถิ่นตัวเองของ อนุชา สิงหะดี

มองการพัฒนาภูทับเบิก แล้วมองท้องถิ่นตัวเอง ของ อนุชา สิงหะดี

ในช่วงวันหยุดยาว 23-24-25 ต.ค.2558 .. คนกรุง แห่ออกเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัด
หนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต คือ "ภูทับเบิก" จ.เพชรบูรณ์

ห็นภาพข่าวในสื่อต่างๆ โห รถติดมากมาย ... รถจอดกันเต็มไปหมด.. เห็นแล้ว อิจฉาชาวบ้าน ร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยว "ภูทับเบิก" จริงๆ เศรษฐกิจเติบโต เงินไหลเข้าในพื้นที่มากมายขนาดไหนกัน...

เมื่อมองเขาแล้ว ย้อนมามองตัวเอง.. ที่กาฬสินธุ์ มีใครคนหนึ่ง มองแล้ว อดคิดเปรียบเทียบไม่ได้..
..เมื่อในจังหวัดมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายเช่นกัน...
แต่ทำไม ไม่ได้รับความสนใจ เหมือนภูทับเบิก...

หยิบข้อความจาก facebook : อนุชา สิงหะดี เมื่อ 24 ต.ค.2558
+ +

"ภูทับเบิก ติดหนึบ! นักท่องเที่ยวค้างนับหมื่น แออัด-ยื้อแย่ง-รถติด ขยับไม่ได้

อ่านข่าวนี้แล้ว ...ผมสงสารชาวบ้าน
อดสงสารจังหวัดกาฬสินธุ์ของเราไม่ได้ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายในจังหวัด (แต่ก็เหมือนไม่มี) "

ดูความเห็นในโพสนี้

1.อยากไห้เด้ ครับ จังหวัดของเราไม่มีอะไรดีเลยเหรอ

2.เมืองกาฬสินธุ์ของเรามีที่เที่ยวมากมายถ้าเราช่วยกันดูแลที่ท่องเที่ยวให้เป็นที่น่าเที่ยว

3.แหล่งท่องเที่ยวใน จ.กาฬสินธุ์ มีมากมาย แต่การพัฒนาต่างคนต่างทำ..
ต่างคนต่างกลัวกันได้หน้า..
ต่างคนต่างขาดการสนับสนุนที่แท้จริงทั้งจากองค์กรภาครัฐและเอกชน..
ซึ่งล้วนเป็นการทำเพียงเพื่อให้กิจกรรมนั้นๆเสร็จๆไป..
หากมีการระดมสรรพกำลังในทุกๆด้าน..
หากมีการรวมพลังทำจุดใดจุดหนึ่งให้สำเร็จก่อน..
แล้วค่อยๆขยายไปยังจุดอื่นซึ่งอาจจะใช้เวลาบ้าง..
ก็คงจะดีกว่าที่ต่างคนต่างทำสุดท้ายก็ไม่ได้อะไร..
จังหวัดกาฬสินธุ์ก็คงจะมีแหล่งท่องเที่ยวมากกว่าที่อื่น..

4.บนภูสิงห์ อ.สหัสขันธ์ น่าจะใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ เช่นเดียวกับภูทับเบิก จัดทำลานกางเต้น ดูตะวันขึ้น ตะวันตก ภูกุ้มข้าว เขื่อนลำปาว น่าจะดีเนาะท่านอนุชา

5.ผมได้เตรียมแผนการรื้อใหญ๋เรื่องการท่องเที่ยวของจังหวัดกาฬสินธุ์เราไว้แล้วครับท่านอาจารย์ครูใหญ่ .. หนึ่งในแผนนั้น คือ.. "มหกรรมท่องเที่ยวฤดูหนาวภูสิงห์".. ครับ ไว้อดใจรออีกแป๊บนะครับ ขอบคุณครับ / อนุชา สิงหะดี

6.ทำไมไม่มากาฬสินธุ์นะรถไม่ติดอากาศก็ดีมากเลย สถานที่ท่องเที่ยวมากมาย

7.คำม่วง ดินแดนภูเขา หุบเขายุคซากดึกดำบรรพ์ ยินดีต้อนรับครับ

ด้อ่านหลากหลายมุมมอง หลากหลายความคิดเห็น จากการเปิดประเด็นของ คุณอนุชา สิงหะดี จาก กาฬสินธุ์แล้ว..
. เป็นเรื่องที่น่าคิดมาก และคนในหลายๆจังหวัด ที่รักถิ่นฐานบ้านเกิด คงจะคิดเช่นกัน ในจังหวัดของตัวเอง ก็มีของดีมากมาย หลายอย่าง แต่ทำไม ถึงไม่ได้รับความสนใจแบบจังหวัดที่มีของดี ที่โด่งดัง มีชื่อเสียงแบบนั้นบ้างล่ะ

มองดูในสังคม ที่หลากหลาย ยิ่งมีหลายคน หลายกลุ่ม ก็ยิ่งมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ผลประโยชน์ที่เป็นทั้งตัวเงิน ทรัพย์สิน และชื่อเสียง ความมีหน้ามีตาในสังคม
หลายครั้ง ที่หลายคน ไม่อยากให้มีใครมาทำอะไรที่เด่นเกิน ข้ามหน้าข้ามตา..
..หลายครั้ง ที่บางคน มีมุมมองคับแคบ จึงเกิดเหตุอย่างความเห็นที่ 3 ..

แต่ทุกสังคม ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลง คนที่มีมุมมองที่กว้าง อยากเห็นถิ่นฐานบ้านเกิด พัฒนาไป อย่างที่ควรจะเป็น ก็ลุกขึ้นมานำเสนอ ปลุกจิตสำนึกขึ้นมา...

การลุกขึ้นมา เปิดประเด็น ปลุกจิตสำนึก ก็ย่อมจะไปขัดแย้งผลประโยชน์ใครบางคน ทำให้ใครบางคน เสียหน้า..
..ในเมื่อใครบางคน คนนั้น มีโอกาสที่จะทำ มีกำลัง มีอิทธิพล ฯลฯ สามารถที่ลงทุน และทำให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้... แต่ไม่ทำ...

การพัฒนาจึงไม่ไปถึงไหน

ที่กาฬสินธุ์ คุณอนุชา สิงหะดี ลุกขึ้นมา เปิดประเด็น เพราะอยากให้ถิ่นฐานบ้านเกิด พัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ให้เศรษฐกิจของจังหวัดดีขึ้น...
.. แต่การลุกขึ้นมาเป็นแกนนำ เป็นกองหน้าแบบนี้ ก็ย่อมจะทำให้ใครบางคน ไม่พอใจ
.. โชคดี ที่ยุคนี้ มีช่องทางโซเชียลมีเดีย facebook ที่ทุกคนสามารถใช้สื่อนี้ได้ และเข้าถึงทุกคนได้ง่ายขึ้น
.. ทำให้หลายคน ที่รักในถิ่นฐานบ้านเกิด เช่นกัน ได้รับรู้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็น สะท้อนมุมมองต่างๆออกมา

บางเรื่องที่นำเสนอออกมา อาจจะไกลตัวหลายคน แต่หลายเรื่อง โดนเต็มๆ ใกล้ตัวมากๆ
.. ไม่ใช่เพียงแค่ จ.กาฬสินธุ์ แต่คนรักถิ่นฐานบ้านเกิดในจังหวัดอื่นๆ ถ้าได้อ่านโพสต์ประเด็นนำเสนอต่างๆแล้ว ลองนึกถึงจังหวัดของตนเองบ้าง คงจะมองเห็นอะไรหลายอย่าง...

และอาจจะลุกขึ้นมานำเสนอข้อมูล มุมมองดีๆอีกหลายอย่าง ..
.. เพื่อให้จังหวัดบ้านเกิดของตนเอง เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นบ้าง..

ปิดท้าย ขอคัดลอก ประเด็นเรื่องนี้ จาก facebook อนุชา สิงหะดี มาให้อ่านทั้งหมด...

ังนี้


++++ ภูทับเบิก ติดหนึบ! นักท่องเที่ยวค้างนับหมื่น แออัด-ยื้อแย่ง-รถติด ขยับไม่ได้

อ่านข่าวนี้แล้ว ...ผมสงสารชาวบ้าน
อดสงสารจังหวัดกาฬสินธุ์ของเราไม่ได้ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายในจังหวัด (แต่ก็เหมือนไม่มี)

สงสารชาวบ้านที่ต้องตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอำนาจที่ไม่มีประโยชน์ใดต่อชาวบ้านเลย (แม้แต่น้อย)

และหวังเป็น (สูงสุด) ว่าในอนาคตอันใกล้นี้
ท้องฟ้ากาฬสินธุ์จะเปลี่ยนสี
เปลี่ยนจากความมืดมิดที่ปกคลุม ที่ครอบงำสังคมกาฬสินธุ์มาอย่างยาวนานนับ 10 ปี

เปลี่ยนให้แสงสว่างสาดส่องลงทุกพื้นที่ทั่วทั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อที่ให้ประชาชน ชาวบ้านมีโอกาสที่ดีในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกๆมิติครับ

พี่น้องชาวกาฬสินธุ์ครับ
ขอให้ทุกท่านติดตามการทำงานของเครือข่ายคนรุ่นใหม่พัฒนากาฬสินธุ์ (คมพ.กส)
อย่างใกล้ชิด ..ขอให้อดทน อดใจรออีกนิดครับ
เครือข่ายคนรุ่นใหม่พัฒนากาฬสินธุ์ (คมพ.กส) กำลังเตรียมการ
"ปฎิรูปจังหวัดกาฬสินธุ์ (ในทุกๆมิติทางสังคม) ครั้งใหญ่!!!

เพื่อนำความสุข
เพื่อนำโอกาสที่ดีในการพัฒนาชีวิต (ในทุกๆมิติ) มาสู่สังคมกาฬสินธุ์ มาสู่พี่น้องชาวบ้าน ชาวกาฬสินธุ์ของเราในทุกพื้นที่
โดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายใดๆทั้งสิ้นครับ..000

ขอแสดงความนับถือ
นายอนุชา สิงหะดี
ประธานเครือข่ายคนรุ่นใหม่พัฒนากาฬสินธุ์ (คมพ.กส) และคณะ

อดีตอนุกรรมาธิการมีส่วนร่วมและรับฟังความคืดเห็นของประชาชน
ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์

ปัญหาอุจจาระตกค้าง ขี้ไม่สุด

ปัญหาอุจจาระตกค้าง ขี้ไม่สุด

สำหรับคนที่ห่วงใย ใส่ใจเรื่องสุขภาพ และสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน..
.. ทุกวัน จะต้องเข้าห้องน้ำ ขับถ่าย แต่ถ้าเจอช่วงที่ถ่ายไม่ค่อยออก ถ่ายไม่สุด.. นี่ละ เกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว

"ตอนเช้า ก็พยายามเข้าส้วม นั่งขี้ทุกเช้า แต่ทำไม เดี๋ยวนี้ เบ่งตั้งนาน กว่าจะขี้ออก พอขี้ออกมา จนหมดแล้ว ผ่านไปอีกหลายชั่วโมง ก็ดันปวดขี้อีก"
"แบบนี้ ขี้ไม่สุด ขี้ไม่หมดนี่"
"ก็ตอนแรกที่นั่งขี้ ก็หมดแล้วนะ แล้วทำไม มันยังขี้ไม่สุดอีก"

แต่ละโรคที่เกิดขึ้น เกิดจากการกินของคนเรานี่ละ
.. กิน แดก สวบ ตามใจปาก กินอร่อย เข้าไว้ แต่สิ่งที่กินเข้าไป มันสะสมไว้ และเป็นผลเสียต่อสุขภาพ

พอดีได้ไปอ่านเจอบทความชิ้นนี้ ทำให้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไม ถึงเกิดเหตุอุจจาระตกค้าง

+ + + +

ตะลึง คุณหมอพรทิพย์ เขียนไว้ว่า เวลาผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจ
บางศพมีน้ำหนักอุจจาระถึง 10 kg เป็นเพราะอะไร

อุจจาระตกค้าง เนื่องมาจาก
1.เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
2.กินอาหารที่มีกากใยน้อย
3.มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ
4.ระบบดูดซึมเสีย เพราะน้ำมันพืชเคลือบ ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่หมุนเวียน
5.ไม่ถ่ายอุจจาระ เวลา 05.00-07.00 น.

หากถ่ายอุจจาระหลังเวลา 7 โมงเช้า ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน เวลาถ่ายจะถ่ายไม่หมด แต่ไม่รู้ตัว ที่ปลายลำไส้ จะมีประสาทปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอ มาจ่อปลายทวาร ประสาทจะส่งสัญญาณบอกสมองให้ปวดอึ หลัง 7 โมงเช้า

ลำไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ บีบอุจจาระให้ขาดช่วง เวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว เราก็หยุด แต่ความจริง อุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก แต่มันถูกดันกลับขึ้นมา ไม่มาจ่อปลายทวาร ทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่า หมดแล้ว อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้ พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น

ฉะนั้น ทุกวันที่ถ่าย มันก็ถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอ ส่วนที่เหลือก็เกาะไปเรื่อยๆ อุจจาระตกค้างจะไปทับเส้นเลือดต่างๆในกระเพาะ และกดทับกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดอาการมากมาย เช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เป็นฝ้า ไม่เกรนและอื่นๆ

จึงจำเป็นต้องหาสาเหตุว่า เป็นที่สาเหตุใดใน 5 สาเหตุข้างต้น แต่ถ้าสามารถได้รับการตรวจด้วยลูกดิ่งเพนดูลั่ม ก็จะรู้ได้

สำหรับท่านที่ไม่สะดวกมาตรวจ แนะนำให้ถ่ายพยาธิ แล้วลองสูตรอาหารดังต่อไปนี้

1 เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน
- เม็ดแมงลัก จะลากอุจจาระตกค้างออกมา ทานเป็นปกติได้ทุกวัน หรือ 3-4 วัน ต่อสัปดาห์ แล้วแต่ละชอบ
2.นมสด 2 กล่อง (รวมจะได้ประมาณ 500 มิลลิลิตร) และกล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า
ช่วงแรกควรทานติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติได้แล้ว ก็ลดมาเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือตามที่เห๋นสมควร
3 ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบ ผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา

เครดิต ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiseoboard.com/index.php?action=printpage;topic=56207.0

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2558

น้ำใจกับการเผยแพร่เพลงของศิลปินใต้ดิน

น้ำใจกับการเผยแพร่เพลงของศิลปินใต้ดิน

น้ำใจยังคงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเสมอๆ...
สำหรับศิลปินใต้ดิน ที่สร้างงานเพลง ทำเองขายเอง รูปแบบการนำเสนอ จะเข้าถึง ใกล้ชิดกับคนฟัง และคนซื้อผลงานของพวกเค้า..

แน่นอนว่า คนที่จะได้ฟังเพลง ได้ยินเพลงของศิลปินใต้ดิน ย่อมมีจำนวนน้อยกว่า ศิลปินที่สังกัดค่ายใหญ่ๆ ที่มีเงินทุนโฆษณา หลักแสนหลักล้านบาท..
.. ศิลปินสังกัดค่าย ที่ทำระบบการตลาด โฆษณา อย่างเต็มที่ ย่อมมีคนรู้จัก ได้ยินบทเพลง เป็นจำนวนมากกว่า..

แต่ศิลปินใต้ดิน มีคนรู้จัก น้อยกว่านั้น
.. แต่เข้าถึง คนฟัง ได้มากกว่า..

เมื่อไม่มีเงินทุน ไม่มีสื่อในมือ ก็ต้องใช้ฝีมือของตัวเองล้วนๆ
และหารูปแบบในนำเสนอผลงาน ทั้งการเปิดหมวก เล่นดนตรี ตามตลาดนัด และสถานที่ต่างๆ พยายามทำให้บทเพลงของตัวเอง ให้คนได้ยิน ได้รู้จัก...
.. มีคนไทยหลายคน ที่ชื่นชอบ เสพงานเพลงใต้ดิน เพราะสร้างงานเอง เป็นตัวของตัวเอง และศิลปินใต้ดินแต่ละคน มีทิศทางของตัวเอง ที่ชัดเจน แน่นอน

ต่างจากศิลปินนักร้องที่สังกัดบริษัทใหญ่ๆ จะมีทีมงานผลิต โปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง ฯลฯ ออกแบบ และสร้างงานให้เสร็จสรรพ รวมทั้งวางรูปแบบ คำพูด การแต่งกาย เสื้อผ้า รวมทั้ง "สคริปท์" ให้ทำตามบทที่เขียนไว้

แต่สำหรับศิลปินใต้ดิน ต้องลงมือ ทำเองทุกอย่าง..

เมื่อได้รู้จัก ได้สัมผัสกับศิลปินใต้ดิน แม้เราจะเป็นเพียงคนที่เดินผ่านไปผ่านมา เป็นคนธรรมดาๆ แต่เมื่อหยุดฟัง และพูดคุยถามไถ่ ศิลปินใต้ดิน นั้น ยินดีที่จะพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วย..

ต่างจากศิลปินสังกัดค่ายใหญ่ ที่เข้าถึงตัวได้ยาก...
." ก็เป็นธรรมดา ของศิลปินค่ายใหญ่ ที่ลงทุนสูง มีคนรู้จัก คนตามกรี๊ดกร้าดเยอะ จะให้มาทำตัวใกล้ชิดแบบศิลปินใต้ดิน ก็คงจะยากล่ะ"

เมื่อมีโอกาสได้ฟังเพลงของศิลปินใต้ดิน ได้ดูการเล่นดนตรีเปิดหมวก และได้ลองอัดวิดีโอ เอาไปอัพโหลดลงยูทูป
... แล้วก็ช่วย แชร์ ช่วยโพสต์ ในโลก โซเชียลมีเดีย...

. คนฟังที่เคยพบเจอศิลปินใต้ดิน คนที่ติดตามข่าวสาร ติดตาม facebook เพื่อนฝูง มิตรสหาย ได้เห็นคลิปวิดีโอ ก็เกิดความรู้สึกที่ดี ได้ใดล้ชิด ได้ข่าวคราว และคอยตามเป็นกำลังใจให้กับศิลปินมากขึ้น..

สำหรับตัวของศิลปินเอง ก็ประทับใจ ชื่นชอบในน้ำใจที่มอบให้
..เพราะหลายคน ได้ฟังแล้ว ก็เดินผ่านไป หรือซื้อผลงานไปแล้ว ก็ชื่นชอบ ก็เท่านั้น
แต่เมื่อมีคนๆหนึ่ง ช่วยถ่ายคลิปวิดีโอ แล้วเอาไปช่วยเผยแพร่ให้ ก็ยิ่งประทับใจมากขึ้น
.. ทำให้เกิดความใกล้ชิด สนิทสนม เป็นกันเอง กลายเป็นมิตรสหายกันเหนียวแน่นมากขึ้น

ถึงแม้ว่า น้ำใจที่ช่วยทำให้ ช่วยเผยแแพร่นี้ คงเทียบไม่ได้กับรูปแบบ สื่อที่บริษัทใหญ่ๆที่มีเงินทุนมากมาย สำหรับการทำโฆษณาให้ศิลปินและนักร้องในสังกัด.. แต่ก็ดีกว่า ไม่มีสื่อใดๆ สำหรับศิลปินใต้ดินเลย..

หลายเพลงของศิลปินใต้ดิน เขาพยายามร้องแล้วร้องอีก จนคนฟังชื่นชอบ ..
..เพลง 1 เพลงของศิลปินสังกัดบริษัทใหญ่ๆ ใช้ระยะเวลาไม่นาน ไม่กี่สัปดาห์ ไม่กี่เดือน ก็ทำให้คนทั้งประเทศ รู้จักเพลงนั้นแล้ว..
..แต่เพลงหนึ่งเพลงของศิลลปินใต้ดิน กว่าจะมีคนรู้จักสัก 1,000-2,000 คน ก็ใช้เวลามากพอสมควรเหมือนกัน

สำหรับน้ำใจที่มีให้ ประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้
เป็นความงดงามที่พบเจอในแวดวงศิลปินใต้ดิน
เช่นเดียวกับที่ศิลปินใต้ดิน ออกเดินสาย ไปนำเสนอผลงาน เปิดหมวกให้ผู้คนในตลาดนัด และหลายๆที่ ได้ฟังและรู้จักเพลงนั้นกัน..

คำคิดถึงของพ่อแม่ ที่ส่งผ่าน social

คำคิดถึงของพ่อแม่ ที่ส่งผ่าน social

เดี๋ยวนี้ social media ทำให้คนสาามารถติดต่อกันได้ ภายในพริบตา
..นึกถึงหลายปีก่อน จะส่งข่าวสารถึงกันได้ ต้องเขียนจดหมาย ไวหน่อยก็ไปส่งโทรเลข
..ต่อมามีโทรศัพท์ มี fax ก็ต้องเดินทางไปที่ทำการไปรษณีย์

แต่เดี๋ยวนี้ แค่มีโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถเล่นอินเตอร์เนตได้
กดๆจิ้มๆ ไม่กี่ครั้ง แล้วกด send ข้อความก็ถึงผู้รับทันที ภายในไม่กี่วินาที
และยิ่งเปิดดู หรือ กำลังออนไลน์ในเวลาเดียวกัน ก็สามารถส่งข้อความ สื่อสารกันในตอนนั้นทันที

แถมค่าใช้จ่าย ก็ถูกลงกว่า หลายปีก่อน ทำให้หลายคน สามารถที่จะออนไลน์ได้ตลอดทั้งวัน

โลกโซเชียล มักจะเห็นเด็ก วัยรุ่น เพื่อนฝูง มิตรสหาย ใช้ช่องทางนี้ อย่างเต็มที่
.. แต่ความเป็นจริง คนในครอบครัว ญาติพี่น้อง ก็ใช้ช่องทางสื่อสารนี้ได้เช่นกัน

หลายคน เล่นโซเชียล มีเพื่อนมากมาย คุยกับเพื่อน คนไม่รู้จักกันได้ตลอดเวลา
แต่ถ้าเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง คนในครอบครัว .. ดูเหมือนว่า หลายคนจะเกร็ง
ไม่อยากเป็นเพื่อน ไม่อยากให้เห็นข้อความที่คุยด้วย..

แต่อย่าลืมว่า พ่อแม่ ญาติพี่น้องของเรา ก็อยากรู้ข่าวของเรา..
อยากเห็นว่า มีความสุข ความทุกข์ เป็นอย่างไรกันบ้างในตอนนั้

เมื่อเพื่อน แฟน กิ๊ก ส่งข้อความ รูปภาพ ที่มีความหมายว่า "คิดถึง" เป็นห่วง ฯลฯ
.. หลายคน รีบตอบรับ ยิ้ม ดีใจ ชื่นชมยินดี..
แต่ถ้าพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ส่งข้อความ รูปภาพ "คิดถึง เป็นห่วง" มาบ้าง

หลายคน ลังเล ไม่กระตือรือร้นในการตอบ เหมือนที่ตอบเพื่อน แฟน กิ๊ก

.. ในความเป็นจริง คนที่คอยดูแล ช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และอยู่ข้างเรา มาตลอดก็คือ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง คนในครอบครัว
ส่วนเพื่อนฝูง แฟน กิ๊ก หลายคน เพียงแค่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
..พอเบื่อ แล้ว ก็เดินจากไป..

แต่คนในครอบครัวที่ ตัดไม่ตาย ขายไม่ขาดนี่สิ ..
ควรจะให้ความสำคัญ แต่กลับไม่ให้ความสำคัญซะงั้น..
คิดผิดคิดใหม่นะ..

เมื่อเด็กประถม เริ่มเบี่ยงเบนชอบเพศเดียวกัน

เมื่อเด็กประถม เริ่มเบี่ยงเบนชอบเพศเดียวกัน

สำหรับเด็กชาย ชั้นประถมศึกษา ในวัยที่กำลังซน กำลังเติบโต ทำอะไรก็ดูน่ารัก...
..ช่วงอายุ 9-12 ขวบ กำลังอยากรู้อยากเห็น
.. แม้จะเป็นเด็กวัยนี้ แต่ก็เริ่มรู้จักความรัก

เด็กเริ่มเรียนรู้จากการดูทีวี
เห็นในละครที่พ่อแม่ ผู้ปกครองนั่งดู มีเรื่องราวความรัก..
ก็อยากมีความรักบ้าง...

เห็นอาการเริ่มเขินอาย เมื่อถูกแซวว่า มีแฟนแล้วเหรอ..
..รักสาวห้องเดียวกันรึเปล่า..

ด็กชาย หลงรักเด็กหญิง เป็นเรื่องปกติ..
แต่เมื่อเด็กชายคนหนึ่ง พูดให้ฟังว่า ตอนนี้ ไม่รักเด็กหญิงคนนั้นแล้ว ..
..แต่ชอบเด็กผู้ชาย ที่เป็นรุ่นพี่คนนั้น..

ผู้ใหญ่ฟังแล้ว ก็ชักกังวลเหมือนกันแฮะ..
นี่จะมีหลานเป็นเกย์แล้วเหรอเนี่ย..

สมัยนี้ ถ้าเขียนบอกแบบนี้ บอกว่า กังวลที่เด็กรักเพศเดียวกัน
.. เดี๋ยวกลุ่มรักร่วมเพศ กลุ่มเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม อาจจะออกมาโต้แย้ง มาโวยวายว่า เด็กก็มีสิทธิเท่าเทียมกัน
..อย่าไปบังคับเด็ก ในเรื่องของความรัก..

ถ้าเกิดเรื่องนี้ขึ้น จะมีดราม่าขนาดไหน ก็น่าติดตามกันต่อไป
แต่ตอนนี้ยังไม่มี..

กลับมาที่หลานชายตัวน้อย ที่บอกว่า รักเพศเดียวกัน..
แม้จะวิตกกังวล กลุ้มอยู่บ้าง แต่อะไรก็ยังไม่แน่นอน
.. ช่วงนี้ อาจจะรู้สึกแบบนั้น เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะคิดไปอีกแบบ
.. ก็เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ ที่เกิดความรู้สึก รัก-ชอบเด็กผู้หญิง..
แต่เมือไม่ถูกใจ ไม่ชอบ มาเจอเด็กผู้ชาย ก็บอกว่า รักเด็กผู้ชายคนนั้น

.. ชีวิตยังไม่มีอะไรแน่นอน
..ขนาดเด็ก อายุ 18 ปี ที่บอกว่า รักคนนี้แน่นอน แต่พอวันเวลาผ่านไปอีกหลายปี ก็ไปรักคนใหม่ ตกลงปลงใจสร้างครอบครัวกับคนใหม่
ไม่ใช่คนที่เคยยืนยันว่า รักเมื่ออายุ 18 ปี

ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่แน่นอน หลายสิ่งหลายอย่างต้องใช้เวลาดู
ใช้เวลาเรียนรู้ พอสมควร..
คนรักเพศเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไร หลายคู่ เป็นคนดี..
แต่คนที่รักเพศต่างกัน ชายรักหญิง .. หลายคู่เป็นคนเห็นแก่ตัว คนเลวก็มีเยอะไป

+++++

ไม่ต้องรีบร้อน เดี๋ยวจะเสียการณ์
สิ่งที่ใช้เวลาสะสม ทำมาจนสำเร็จ ในระยะเวลาหนึ่ง มันจะสูญเสียไป..

รักษา คำมั่นสัญญา

รักษาคำสัญญา

คนทุกคน มีความต้องการแตกต่างกันไป
..หลายครั้ง เมื่อต้องการบางสิ่งบางอย่างจากอีกคน ก็ต้องมี "สัญญา" บางอย่าง เพื่อจะได้สิ่งที่ต้องการ

สิ่งที่ต้องการ เช่น ความรัก ความไว้วางใจ ทรัพย์สิน หรือ สิ่งของบางอย่าง
เมื่อมี "คำมั่นสัญญา" อีกฝ่ายจึงตั้งความหวังไว้
.เมื่อถึงกำหนดเวลา ก็จะได้ตามที่สัญญาไว้

แต่ในความเป็นจริง สัญญาไม่เป็นสัญญา
..เพราะมีหลายเหตุผล หลายเงื่อนไขในชีวิต ที่จะทำให้คนเรา ผิดสัญญา

บางครั้ง สัญญาไว้ว่าจะซื้อสิ่งของบางสิ่งให้ แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนด กลับซื้อให้ไม่ได้
เพราะมีความจำเป็นอื่น ทีจะต้องใช้เงินก้อนนั้น..
จึงทำให้ ผิดสัญญา

คำสัญญา ทำให้หลายคนต้องเจ็บปวด
เจ็บปวด เพราะ ยึดมั่นในคำสัญญาของ คนอื่น
ยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องได้ตามสัญญานั้น

แต่ถ้าเราไม่ได้คาดหวังกับ "คำสัญญา"
เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะสมหวัง หริอผิดหวัง เราก็จะไม่เจ็บปวดกับ "คำสัญญา" ที่มีคนให้ไว้

มีประโยคเตือนใจที่ว่า
"การรักษาคำพูด คือ จุดเริ่มต้นของความเชื่อใจ"

คนที่ไร้สัจจะ ย่อมไม่ได้รับความจริงใจจากใครๆแน่นอน

คนที่ผิดสัญญา เพียงครั้งเดียว ก็ทำให้คนอื่น หมดความเชื่อถือไปนานแสนนาน
ถ้าไม่แน่ใจว่า จะทำตามสัญญาได้
ก็อย่าได้ให้ "คำสัญญากับใคร"
อย่าให้คำสัญญา มาทำร้ายตัวเองและคนที่เชื่อถือในตัวเราในวันข้างหน้า..

สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จะไปรึเปล่า

สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จะไปรึเปล่า

งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 20 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2558
.สำหรับคนรักการอ่าน ไม่พลาดงานนี้แน่นอน...
.. ต้องไปขนหนังสือ เอ๊ย ซื้อหนังสือที่งาน
เตรียมงบ เตรียมเงิน เตรียมกระเป๋าไปขนหนังสือที่อยากได้ กลับมาบ้าน

.. ที่มีข่าวว่า คนไทยอ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัด แต่พอมาเดินในงานสัปดาห์หนังสือ .. หนอนหนังสือเหล่านี้ อ่านหนังสือ ปีละหลายเล่มแน่นอน
.. คนอ่านหนังสือ มักมีสติปัญญาที่ดี รอบคอบ มีมุมมองที่กว้างไกล

เปิดดูในโลกโซเชียลมีเดีย ... เห็นเพื่อนมิตรหลายคน ไปที่งานสัปดาห์หนังสือ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
..ถ่ายรูปบรรยากาศในงาน รูปหนังสือที่น่าอ่านมากมาย

"แล้วคุณจะไปงานสัปดาห์หนังสือมั้ย ?"
อือม นานมาแล้วนะ ที่มีคนถามแบบนี้...
เป็นเพื่อนที่ชอบอ่านหนังสือ ถามไถ่ แล้ววันเวลาก็ผ่านไป ไม่ค่อยได้พบเจอเพื่อนที่รักการอ่านหนังสือ และชวนไปงานสัปดาห์หนังสือ...
..หลายปีที่ผ่านมา จะพยายามเดินทางไปงานสัปดาห์หนังสือ ..
.. แม้จะมีเงินไม่มากมาย แต่ขอให้ได้ไปเดิน ไปสัมผัสบรรยากาศในงานก็ยังดี
.. แม้จะซื้อหนังสือไม่กี่เล่ม แต่ก็หมดไปหลายร้อยบาท

ถ้าคิดคำนวณดูคร่าวๆ คิดค่ารถไปกลับ ค่ากิน ค่าต่อรถ
ถ้าซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือในตัวจังหวัด น่าจะถูกกว่า..
แต่เราคงจะถูกดึงดูด ตามกระแสโฆษณาประชาสัมพันธ์ ว่า ที่งาน มีลดราคาหนังสือ ได้เจอนักเขียน และกิจกรรมมากมายหลายอย่าง
แล้วหนังสือหลายเล่ม ก็หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ มีขายที่งานนี้ล่ะ

ใจจริงอยากไปงานสัปดาห์หนังสือ
..แต่เงินในกระเป๋า มีน้อยลง
มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆ
.. เดี๋ยวนี้ หนังสือก็อ่านน้อยลง เพราะมัวแต่ติดโซเชียล..
.. ลำพังแค่หนังสือที่เคยซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือเมื่อหลายปีก่อน ... หลายเล่มยังไม่ได้เปิดอ่านเลย
.. ซื้อมาเก็บไว้เฉยๆงั้นเหรอ
เดี๋ยวนี้ มีหนังสือมือสอง ลดราคา มาวางขายหลายที่
ร้านหนังสือเก่าก็มี เลยเปลี่ยนแนว รอซื้อหนังสือมือสองก็ได้
.. ที่ห้องสมุด ก็มีหนังสือที่น่าอ่านมากมาย เมื่อรายได้มีน้อย การเข้าห้องสมุด จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

มีบางองค์กร จัดกิจกรรมรับบริจาคหนังสือ ไปมองให้ห้องสมุด หรือแหล่งที่ต้องการ
เช่น เครือข่ายเพื่อนหนังสือ ก็จัดกิจกรรมปล่อยหนังสือ ในรูปแบบของเขา และมีหลายองค์กร ที่ทำกิจกรรม รวบรวมหนังสือไปบริจาค ให้อ่านฟรีๆ

สรุปว่า ปีนี้ ไม่มีโอกาสได้ไปงานสัปดาห์หนังสือ
... แต่โอกาสหน้า ก็อยากไปเดินสัมผัสบรรยากาศที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นเคย

มีความสุขมากมายที่ได้เดินดู หนังสือมากมายหลายประเภท..

:)

กันตนาย้ายช่องมาทำรายการให้ช่อง 3 แล้ว

กันตนาย้ายช่องมาทำรายการให้ช่อง 3 แล้ว

ในวงการบันเทิง มักจะมีคนจับตาดูตลอด
ดาราย้ายช่อง ก็เป็นข่าว จากเคยเป็นดาราช่อง 7 ย้ายมาอยู่ช่อง 3 ก็เป็นข่าว
ดาราที่ใกล้จะหมดสัญญา ก็เอาไมค์ไปจ่อว่า จะย้ายช่องรึเปล่า

มันไม่มีข่าวจะนำเสนอรึยังไง ใครจะย้ายไปไหน ก็ช่างเค้า
ทีเวลาที่ดาราย้ายบ้าน ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ขายบ้านเก่า ไม่เห็นเป็นข่าวโด่งดังเลย

หลังจากที่มีทีวีดิจิตอลเกิดขึ้นหลายช่อง
นักข่าว พิธีกร ผู้ประกาศ ดาราก็ย้ายช่องไป อยู่ช่องนั้น ช่องนี้

มีคนตั้งข้อสังเกตอีกว่า ช่อง 3 ได้ผู้จัดรายใหม่ ย้ายมาจากช่อง 7
"กันตนา" เดี๋ยวนี้ มาทำละครให้ช่อง 3 ทำรายการให้ช่อง 3 หลายรายการ
..แบบนี้ คงตีจากช่อง 7 ซะแล้ว

แหม เข้าใจหาประเด็น ให้เป็นข่าว
ความจริง กันตนา และอีกหลายบริษัทบันเทิง รับจ้างผลิตรายการ ผลิตละคร ให้กับช่องต่างๆอยู่แล้ว
เจเอสแอล โพลีพลัส และอีกหลายบริษัท ก็ผลิตรายการให้ช่อง 3 ช่อง 7 ช่อง 5 ช่อง 9

แต่ดูเหมือนว่า หลายคนจะจับตามองแค่ ช่อง 3 กะช่อง 7

ที่ ช่อง 3 กันตนา ผลิตละคร ห้องหุ่น และมีโครงการทำละคร รีเมค อีกหลายเรื่อง เพราะช่อง 3 มีเวลาให้ออกอากาศ
.. รายการท้าพิสูจน์รีเทิร์น กันตนา ก็เลือกที่จะผลิตให้ช่อง 3 เพราะมีเวลาออกอากาศ

มองที่ช่อง 7 สีกันบ้าง กันตนามีรายการ คดีเด็ด , เรื่องจริงผ่านจอ , จ้อจี้ ออกอากาศที่ช่อง 7 สี
ละคร เรื่องล่าสุดก็มี ตะพดโลกันต์ ออกอากาศหลังข่าวคืนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

กันตนา ผลิตรายการให้ทุกช่อง
..แต่คนไทยที่เลือกช้าง เลือกช่องที่รัก เกลียดช่องคู่แข่ง ก็มักจะใจแคบ คิดไปเองแบบนี้
ทีกันตนา ทำรายการให้ช่อง 5 ไม่เห็นคนบางคน จะออกมาโวยวายตั้งข้อสังเกตแบบนี้มั่งเลยแฮะ..

เพื่อนบ้านต้องสานสัมพันธ์ให้ดี

เพื่อนบ้าน ต้องสานสัมพันธ์ให้ดี

ในหลายที่ เพื่อนบ้าน ใกล้เรือนเคียง รั้วติดกัน ไม่ค่อยจะถูกกันมากนัก เมื่ออยู่ในยุคที่คนเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น

เมื่อสร้างชายคาหลังคาบ้าน หรือ ปลูกต้นไม้ บางบ้านก็จ้องเอาเปรียบเพื่อนบ้าน
.. ความเห็นแก่ตัวมีอยู่ในสายเลือดของหลายคนซะแล้ว...
.. ทำให้ในยามที่เจอหน้ากัน ก็มักจะใส่หน้ากากเข้าหากัน
.. ลับหลัง พากันนินทา เผา ไม่มีอะไรที่ดีๆกันเลย

แต่เมื่อบ้านหนึ่ง เริ่มมีน้ำใจ มีความจริงใจให้กับเพื่อนบ้าน
.. แค่น้ำใจ รอยยิ้ม และความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ ทำให้เพื่อนบ้านเกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นมาบ้าง
.. ก็ทำให้สังคมเล็กๆ ในหมู่บ้าน บรรยากาศดีขึ้น
.. บรรยากาศระหว่างรั้วบ้าน ดีกว่าแต่ก่อน
.. ยามเจอหน้ากัน ก็ยิ้มทักทายกัน..
.. มีเรื่องราว ข่าวสาร ก็บอกต่อ เล่าสู่กันฟัง

เล็กๆน้อยๆแค่นี้ ก็สมควรทำให้ได้
. น้ำใจเล็กๆน้อยๆที่หยิบยื่นให้ คงไม่ทำให้ใครเสียผลประโยชน์มากมายหรอก
ชีวิตคนเรา จะกอบโกย เอาอะไรไปมากมายกันนักหนา
.. อยากทำรั้วบ้าน ให้มีความสุข หรือ อยู่กันอย่างหวาดระแวง
.. พึงคิดทบทวนกันดูนะ..

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เวลาโพสต์ สั้น กระชับ เข้าประเด็นเข้าไว้

เวลาโพสต์ สั้น กระชับ เข้าประเด็นเข้าไว้

ในสังคมออนไลน์ โซเชียลมีเดีย แต่ละคน อยากโพสต์ อยากแชร์ อยากบอกเล่าสิ่งต่างๆ เพื่อให้เพื่อนในสังคมออนไลน์
"รับรู้ ชื่นชม ยอมรับ"

เมื่อต่างคนต่างโพสต์ จึงมีข้อมูลจำนวนมหาศาล..
แต่ละคน ก็มีเพื่อน มีแหล่งข้อมูลที่ต้องดู อ่าน ติดตามอย่างมากมาย

โพส อาจถูกมองข้าม ถูกนิ้วเลื่อนดูภายในไกี่วินาที
หรือ อ่านแค่ไม่กี่คำ

ทั้งๆที่คนโพสต์ อยากให้อ่าน ให้ดู ให้เข้าใจ

แต่ในสังคมที่มีข้อมูลข่าวสารมากมาย จนยากที่จะอ่านและเข้าใจได้หมดทุกเรื่องที่เห็น
การที่โพสต์มากเกินไป ยาวเกินไป จะใคนที่สนใจอ่านทั้งหมด สักกี่คน...
นอกจาก คนที่สนใจเรื่องนั้นๆ เป็นแฟนคลับของคนๆนั้นจริงๆ

"กูตั้งใจเขียนโพสต์อย่างละเอียด โพสต์หลายเรื่อง แต่เพื่อนกู มันไม่ได้อ่านเลย"
"คนสมัยนี้ เร่งรีบ ทำอะไรก็รวดเร็ว ถ้าอยากให้พวกเค้ารับรู้ ต้องโพสต์ให้สั้น กระชับ"
"แล้วจะรู้เรื่องเหรอ"
"คนๆนึง ใช้เวลาสั้นๆ ดูแต่ละโพสต์ ถ้าไม่ดึงดูดสายตา ไม่น่าสนใจ มันก็จะเลื่อนหน้าจอ ไปดูโพสต์อื่นต่อไป"

เออ ถ้าคนดูใช้เวลาดูโพสต์คุณ แค่ 3-4 วินาที ก่อนที่จะเลื่อนไปดูโพสต์อื่นในฟีดข่าว ถ้าคุณใช้เวลาเขียนเล่าในโพสต์นั้น 20 นาที คนอ่านต้องใช้เวลาอ่าน 2-3 นาที ถึงจะจบ..
.. แล้วคนที่ใช้เวลาแค่ 3-4 วินาที จะรู้เรื่องเหรอ เห็นแค่บางคำ ก็เอาไปมโน ต่อว่า เรื่องราว น่าจะเป็นประมาณไหน แล้วก็เข้าใจทุกอย่าง ทั้งๆที่ไม่ได้อ่านหมดเลย เอาประสบการณ์ ความรู้สึกของตัวเอง ตัดสิน ว่า เรื่องมันคงเป็นอย่างนั้น..

แต่ถ้าคุณโพสต์ ให้เข้าประเด็น สั้น กระชับ คงจะทำให้คนอ่าน สนใจอ่าน และเข้าใจเรื่องราวได้มากขึ้น

"แล้ว พวกที่ชอบอ่านอะไรยาวๆ อ่านหนังสือล่ะ"
"ถ้าพวกเค้าสงสัย สนใจรายละเอียด ก็จะเข้ามาพูดคุย สอบถามเอง แบบนี้ น่าจะดีกว่า เราจะได้ให้เวลาสื่อสารกับคนที่สนใจจริงๆ ไม่ใช่มีแค่คนมากดไลท์ แล้วก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากขึ้น"

ลองเขียนให้เข้าประเด้น สั้น เข้าใจง่ายดูกันบ้าง
เขียนสั้นๆ แต่เข้าใจนี่ เขียนยากกว่า การร่ายยาว หลายๆหน้า แต่คนอ่าน อาจจะจับประเด็นอะไรไม่ได้เลย

เมื่อจะสื่อสารอะไรออกไป ลองถามตัวเองก่อนว่า ต้องการอะไร
- ต้องการให้คนอ่าน เข้าใจเนื้อหาหรือเปล่า หรือว่า คุณอยากโพสต เพื่อให้มียอดไลท์สูงๆแค่นั้น...

ชีวิตเพื่อเงิน หรือ เพื่อความสุข

ชีวิตเพื่อเงิน หรือ เพื่อความสุข

คำถามง่ายๆ "เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร"
หลายคน ให้คำตอบมากมาย
หลายคำตอบ ฟังแล้ว มันหมายความถึง "ความสุข"

มีชีวิตเพื่อความสุข ??
แล้วความสุขของแต่ละคน คืออะไร
..คำตอบของหลายคน คือ มีเงิน...
เพราะเงิน ใช้ซื้อความสุข ซื้อสิ่งของที่ต้องการได้

ังนั้น ผู้คนจึงต้องการมีเงิน หาเงินให้ได้มากๆ เพื่อความสุข

แต่หลายชีวิตก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น คนที่มีเงินมากมาย ก็ไม่ได้มีความสุขเสมอไป
.. มีความทุกข์ เพราะเงิน ก็มีตั้งเยอะ
... เมื่อคน มีกิเลส ทำให้อยากได้ อยากมี อยากแสวงหา
เมือไม่ได้สมดังใจหวัง ก็เกิดความทุกข์มากมาย

"อ้าว ไหนบอกว่า มีชีวิตเพื่อความสุข แล้วมันสุขตรงไหนกันล่ะ"

ความสุข ในความคิด ความหมายของแต่ละคน มันคงไม่เหมือนกันมั้ง
..บางคน มีเหล้า กับแกล้มเต็มโต๊ะ แค่นี้ก็มีความสุข
..บางคน แค่ทำให้ลูก เสีย มีรอยยิ้ม ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ..บางคน แค่ได้ไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

กับคำถาม ชีวิต อยู่เพื่ออะไร..
..ก็คงอยู่เพื่อ ทำตามเป้าหมาย ความต้องการของแต่ละคนให้สำเร็จล่ะมั้ง...
ถ้าทำได้ ก็มีความสุข ถ้าทำไม่ได้ ก็ทุกข์..
อันนี้ คงเป็นความหมายที่ค้นพบได้ ณ ที่แห่งนี้นะครับ

ไม่รู้เลยว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว

ไม่รู้เลยว่า เป็นคนเห็นแก่ตัว

เวลาที่คนเรา มองคนอื่น เราสามารถที่จะวิจารณ์เขาได้ทุกเรื่อง มองเห็นข้อเสียของเขาได้ทุกมุม
แต่พอให้มองตัวเอง มักจะเห็นแต่ข้อดี ส่วนที่ดี..
พอให้คนอื่นมองตัวเอง จะรู้สึกโกรธ ไม่พอใจ ..
..เมื่อคนอื่น มองเห็น ข้อเสียของเรา และวิจารณ์เราได้ทุกเรื่อง

เหมือนกับความเห็นแก่ตัวของคน...
เราสามารถเห็น นิสัยที่เห็นแก่ตัวของคนอื่นได้ทันที
..แต่ไม่ค่อยมีใคร จะบอกว่า ตัวเอง "เป็นคนเห็นแก่ตัว"

เมื่อมีคนบอกว่า "คุณเป็นคนเห็นแก่ตัว"
คุณจะมีข้อแก้ตัว มีเหตุผลที่หยิบยกมาพูด อธิบายได้อย่างมากมาย ว่า ฉันไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว
แต่ในยามที่คุณมอง และวิจารณ์คนอื่น..
.. คุณสามารถให้ข้อมูล ว่า คนอื่นนั้น เห็นแก่ตัวอย่างไร

"ถ้าให้แต่ละคน มองตัวเอง ก็คงไม่มีใครเป็นคนเห็นแก่ตัว เพราะจะมองว่า ตัวเอง ดีทุกอย่าง"
"ก็เพราะทุกคน คิดกันแบบนี้ละ เลยกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว แบบไม่รู้ตัว"

เมื่อต่างคนต่างมีความเห็นแก่ตัว
คงเป็นการยากที่จะไปแก้ไขคนอื่นได้ นอกจาก แก้ไขที่ตัวเอง
"แต่ถ้าเราแก้ไขตัวเอง คนอื่น ไม่ได้แก้ไข ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น"

ในความที่ไม่ดี ก็ลองมองหาส่วนที่ดีบ้างสิ
ความเห็นแก่ตัวของหลายคน ก็ช่วยให้แต่ละคน "รักษาสิทธิ์" ของตนได้นะ

เมื่อคนเราไม่สามารถไปแก้ไขความเห็นแก่ตัวของคนอื่นได้
สิ่งที่ทำได้คือ การรับมือกับความเห็นแก่ตัว..
รับมือกับสังคมที่เห็นแก่ตัว..

เหมือนกับสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมรอบตัว ทีเราอยู่อาศัย
หลายที่สภาพแวดล้อมรอบบ้าน ไม่น่าอยุ่เลย
แต่ก็ต้องทนอยู่ เพราะไม่รู้จะย้ายหนีไปที่ไหน
มีเงิน มีข้อจำกัดหลายอย่าง จะทำยังไงได้..

สิ่งที่ทำได้ คือ การปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นไปนั่นเอง

ปลายทางแห่งกรรม โอกาสที่คิดไม่ถึงของชายแว่นดำ

ปลายทางแห่งกรรม โอกาสที่คิดไม่ถึงของชายแว่นดำ

ในระหว่างที่ ด.ช.ปุ๊บปั๊บ กำลังช่วยยายทวด ตัดหญ้าที่หน้าบ้าน ทันใดนั้น มีรถยนต์คันหนึ่ง แล่นมาจอดตรงหน้าบ้าน มีชายแว่นดำเปิดประตูหลัง แล้วเดินลงมา

ด.ช.ปุ๊บปั๊บ เรียกยายทวด บอกว่า มีคนมาหา ยายทวดเงยหน้ามอง

"เอ หน้าตาคุ้นๆนะ เหมือนเคยเห็นที่ไหน"

"สวัสดีครับ อูย ขอเข้าห้องน้ำสักหน่อยได้มั้ย ปวดมากๆ" ชายแว่นดำเอ่ยขึ้นมา แล้วรีบเดินเข้าไปในบริเวณบ้านทันที

ยายทวดรีบลุกขึ้น เดินตาม.. ใครกันหนอ ทำไม เดินเข้ามาในบ้าน ทั้งๆที่ยังไม่ได้เอ่ยปากอนุญาติเลย

ในบริเวณบ้าน มีเสียงดนตรีดังแว่วมา ศิลปินผมยาว กำลังร้องเพลง เล่นกีตาร์อย่างสบายอารมณ์บนแคร่หลังคามุงหญ้าคาในบริเวณบ้าน เขาหยุดเล่นกีตาร์ทันที ที่เห็นชายแว่นดำ รีบเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน

"มาหาใครครับ"

ชายแว่นดำไม่ตอบ ก้มหน้าเดินไปยังห้องน้ำนอกบ้าน ที่ใช้แผ่นสังกะสี ทำเป็นห้องน้ำ รีบเข้าห้องน้ำแล้วปิดประตูทันที กลิ่นเหม็นโชยมา ทำเอา ศิลปินผมยาว ยายทวด และ ด.ช.ปุ๊บปั๊บ ต้องรีบเอามืออุดจมูก

"โหย ไปกินหมาเน่าที่ไหนมานี่"

"ต้องขอโทษแทนคุณท่านด้วยนะครับ" ชายคนขับรถยนต์ เดินตามหลังเข้ามา เดินก้มศีรษะให้ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น

"คงจะปวดมาก จนทนไม่ไหว เลยต้องมาขอเข้าห้องน้ำ"

"ท้องเสียรึเปล่าน่ะ ไปกินอะไรมา" ศิลปินผมยาว เอ่ยปากถามคนขับรถยนต์
"ท่านพึ่งกลับจากงานทำบุญที่วัดบ้านไร่น่ะครับ" ชายคนขับรถยนต์ก้มตัวลงนั่งยองๆ ตามคุณยายทวด

เวลาผ่านไป 2-3 นาทีกว่าๆ ประตูห้องน้ำสังกะสี ถูกแง้มออกมา ชายแว่นดำ โผล่ออกมา หน้าตาโล่ง ที่ปลดทุกข์ออกมาได้
"ต้องขอโทษคุณยายด้วยนะครับ ที่ถือวิสาสะ รีบเดินเข้ามาในบ้าน ผมจะราดอยู่แล้ว"
"ถนนเส้นนี้ ไม่มีปั้มน้ำมันเลย เลยต้องจอดรถหน้าบ้านคุณยายครับ"

ชายแว่นดำ ล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบกระเป๋าเงินออกมา ควักธนบัตรปึกหนึ่งออกมานับ แล้วยื่นให้คุณยายทวด ปึกนั้น เป็นแบงค์พันบาท
คุณยายทวด ถึงกับตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ชายแว่นดำ จึงเอาธนบัตรปึกนั้น ใส่มือคุณยายทวด

"อุแม่เจ้า ค่าเข้าห้องน้ำที่นี่ แพงบรรลัยเลย เข้าทีนึงตั้งหลายพัน!! " ศิลปินผมยาวบ่นออกมา
"คิดซะว่า เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆที่เจ้านายของผม มอบให้ละกันครับ"

คุณยายทวด อึ้ง พูดไม่ออก

เสียงใครคนหนึ่ง ที่หน้าประตูบ้าน ดังแว่วมา ตะโกนเรียก " แม่อยู่รึเปล่า"
คุณยายทวด หันไปมอง ลูกสาวของคุณยาย เดินเข้ามาในบ้าน ด.ช.ปุ๊บปั๊บ หน้าเปลี่ยนสีทันที
"แม่มีแขกอยู่เหรอ" ลูกสาวคุณยายทัก แต่แล้ว สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่มือของคุณยายที่กำเงินปึกหนานั้น

คุณยาย ยื่นเงินคืนให้ชายแว่นดำ บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก เข้าห้องน้ำแค่นี้ ถือว่า ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน
"อุ้ย แม่ๆ เดี๋ยวคุณท่านจะเสียน้ำใจ เดี๋ยวฝากไว้กับหนูก่อนก็ได้" ลูกสาวคุณยาย เข้าไปดึงเงินจากมือมาถือไว้

ชายแว่นดำ มองสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วยกมือไหว้คุณยาย กล่าวขอบคุณแล้วเดินไปที่รถยนต์ ลูกสาวของคุณยาย เดินตามไปส่งที่หน้าบ้าน
"ที่นี่ยินดีต้อนรับนะคะ ถ้าผ่านมา แวะเข้าห้องน้ำได้ค่ะ" ลูกสาวของคุณยายส่งยิ้มให้ชายแว่นดำ

รถยนต์คันนั้น แล่นจากไปทันที ลูกสาวคุณยาย มองตามจนรถแล่นไปลับสายตา เธอเดินเข้ามาในบ้าน ส่งแบงค์พัน 1 ใบให้แม่
"คุณท่านให้แม่แล้ว ก็อย่าทำให้เค้าเสียน้ำใจเลยนะ เอาไว้จ่ายค่าน้ำ ค่าทำความสะอาดห้องน้ำของเราไงล่ะ"
คุณยายทวด นิ่ง ไม่พูดอะไร คุณยายไม่ได้สนใจแบงค์พันใบนั้นเลย มันยังคงวางไว้ที่โต๊ะตรงนั้น

+ + + +

ภายในรถยนต์คันนั้นที่พึ่งแล่นออกจากบ้านคุณยาย ชายแว่นดำ พูดกับคนขับว่า
"ผู้หญิงคนนั้น เป็นลูกของยายคนนั้นเหรอนี่ เห็นแล้วไม่น่าไว้ใจเลย"
"ทำไมคุณท่านถึงให้เงินมากมายขนาดนั้น"
" อยากช่วยเหลือชาวบ้านมั่ง เงินนั่น คงทำให้ชีวิตของพวกเค้าดีขึ้น"
" ผมว่า คงทำให้ชีวิตของลูกยายคนนั้น ดีขึ้นตะหาก"
ชายแว่นดำ มองออกไปนอกหน้าต่างรถ ได้แต่ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนั้น

+ + + +

เที่ยงคืนครึ่ง ที่หน้าสถานบันเทิง ที่โรงแรมชื่อดังในตัวเมือง นครราชสีมา ชายแว่นดำ มานั่งจิบเหล้า ฟังเพลงยามราตรี..
... เสียงเอะอะที่ประตูทางเข้า ทำให้ชายแว่นดำ หันไปมอง
" มึงเป็นใคร มาเดินชนกูได้ยังไง หัดดูตาม้าตาเรือซะมั่ง"

เสียงคุ้นหูจริงๆ เหมือนพึ่งได้เจอเจ้าของเสียงมาไม่นาน... ใครกันหนอ..
.. เสียงที่หน้าประตูยังดังอยู่ มันเรื่องอะไรกันเนี่ย
" ขอโทษแทนทีมงานด้วยครับ รีบไปหน่อย พี่โจอี้ ต้องการพักผ่อนครับ "
"โจอี้ โจเหี้ยอะไรวะ ใหญ่นักเรอะงายยย"

ชายแว่นดำ หันไปมองที่หน้าประตู..
" อ๊ะ ช่วยดูทีซิ นั่นใช่คนที่เราเจอที่บ้านยายใช่มั้ย"
ชายคนที่นังอยู่ด้วย เบิ่งตามอง...
" ใช่เลย แม่คนนั้นนี่...!! "

เสียงเอะอะโวยวาย ยังดังขึ้นเป็นระยะๆ ชายแว่นดำทนไม่ไหว จึงเดินไปยังจุดเกิดเหตุ..
"ใจเย็นๆ อีหนู แค่ให้พวกเค้าผ่านไป แป๊บนึงเรื่องก็จบแล้ว"
"ได้งัยอ่ะ นี่ ไอ้นี่มันทำกระเป๋าหนูเป็นรอย"
"แล้วจะเอายังไงล่ะ" ทีมงานของโจอี้ ถามขึ้นมา..
"มันเสียหายนะ กระเป๋าเป็นรอยแบบนี้"

ทีมงานของโจอี้ กำลังจะพูด แต่ชายชุดคำ ยกมือกันไว้..
"หนูต้องการเท่าไหร่"
"เออ พูดอย่างนี้ ค่อยรู้เรื่องหน่อยว่ะ กระเป๋านี่สามหมื่นนะ"

"ถุย ที่จตุจักร ใบละไม่ถึงพัน นี่มันจะหาเรื่อง หาเงินใช้เหรอ"
เสียงทะเลาะกันดังขึ้นอีกครั้ง ชายแว่นดำเดินถอยกลับไปที่เดิม
"ที่แท้ มันก็มาหาเงินนี่เอง"

"โอียยย" เสียงอีหนูคนนั้นดังขึ้น ไทยมุงที่อยู่รอบๆ แตกฮือ เสียงพนักงานของร้าน ถือถังน้ำ สาดเข้าไปโครมใหญ่ อีหนูคนนั้น เปียกโซกทั้งตัว
"อีกะหรี่ ออกไปไกลๆร้านกูเลย ไป๊ะ"

เสียงกรี๊ด แว้ดๆๆๆๆ โวยวายชุดใหญ่ ไทยมุง เริ่มทยอยเดินออกไป พนักงานร้าน ดึงมือเธอ ลากเธอโยนออกไปให้พ้นหน้าประตูร้าน แล้วปิดประตูใส่หน้า

"สงสาร คุณยายคนนั้นจัง"
"คุณยายคนที่ท่านไปขอเข้าห้องน้ำ ตอนกลางวันเหรอครับ"
"อือม คุณยายอยู่บ้าน สภาพอย่างนั้น แต่อีหนูนี่ เอาเงินมากิน เที่ยวกลางคืน เวรกรรม"

ชายแว่นดำ นั่งดื่มอยู่เกือบชั่วโมง จึงเช็คบิล แล้วกลับมาที่รถ ชายคนขับรถ รีบเปิดประตูให้ ในระหว่างที่เขา เข้าไปนั่งในรถ หันไปมองที่กระจกด้านคนขับ สายตามองเห็น อีหนูคนนั้น กำลังกอดจูบกับผู้ชายคนหนึ่งใต้ต้นไม้ในสวนหย่อม ติดลานจอดรถ...

"เฮ๊ยๆๆๆ มันจะเอากันตรงนี้เลยเหรอวะ"
ชายคนขับรถ เดินมาเปิดประตู เข้าไปนั่งประจำที่นั่ง แล้วค่อยๆเคลื่อนรถออกจากลานจอดรถ

+ + + +

เช้าวันใหม่ บนถนนสายเดิม รถยนต์คันโต แล่นผ่านมาตามถนนสายเดิม...
..คุณยายทวด กำลังจับเสียม พรวนดิน เพื่อจะปลูกต้นมะเขือที่หน้าบ้าน ..

"เดี๋ยวๆ แวะก่อน"
" ท่านจะเข้าห้องน้ำอีกเหรอครับ"
"จอดก่อนละกัน"

ด.ช.ปุ๊บปั๊บ เรียกยายทวด บอกว่า มีคนมาหาอีกแล้ว
" อ้าว คุณ ขี้แตกอีกแล้วเหรอ"
"เปล่าครับคุณยาย เมื่อคืน ผมเห็นลูกสาวของคุณยาย......"
คุณยายหยุดพรวนดิน พยายามลุกขึ้นยืนด้วยความเหนื่อยอ่อน ล๔กสาวคนโต ไปก่อเรื่องอะไรอีกเหรอเนี่ย
... คุณยายพาชายแว่นดำมานั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อน ในบริเวณบ้าน ฟังชายชุดดำ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

"เฮ้อ ยายก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ยายผิดเอง เลี้ยงลูกไม่ดี"
ชายแว่นดำ พยายามปลอบใจ ไม่ให้ยายโทษตัวเอง สังคมสมัยนี้ ทำให้ผู้คนหลงไหล แสงสีเสียง วัตถุนิยม
"พ่อคุณ เมื่อวานทำไม ให้เงินยาย เยอะขนาดนั้นล่ะ"

ชายแว่นดำ ค่อยๆถอนหายใจ บอกว่า เขาคิดถึงคุณยายของเขา ในช่วงที่คุณยายของเขามีชีวิตอยู่ ช่วงนั้น เขาลำบากมากๆ ไม่ค่อยจะมีเงินใช้ วันนึง เคยฝันไว้ว่า อยากมีเงินให้คุณยายใช้จ่าย แต่พอถึงวันแห่งความสำเร็จ มีเงินมีหน้าที่การงาน ฐานะที่มั่นคง คุณยายก็จากไปเสียแล้ว...

"ยายก็เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาคนนึง ไม่ต้องให้เงินยายมากขนาดนั้นหรอก"
"ไม่เป็นไรครับ คุณยาย ..ผมอยากให้"

เสียงรถโดยสาร หยุดจอดที่ถนนฝั่งตรงข้ามหน้าบ้าน มีคนลงจากรถ 3 คน คุณยาย ด.ช.ปุ๊บปั๊บ ชายแว่นดำ หันไปมอง
ที่ฝั่งตรงกันข้าม เห็น ลูกสาวคุณยายอยู่ในสภาพเมามาย มีเพื่อนผู้หญิง 2 คน ช่วยกันประคองปีก เดินข้ามถนนมา

"มันทำงานกลางคืนทุกวัน ทำไมวันนี้ มันหมดสภาพกลับมาแบบนี้ล่ะ" คุณยายพูดไป แล้วเดินออกไปรับลูกสาวที่ประตูทางเข้าบ้าน

ภาพที่เห็น ทำให้ชายแว่นดำ นึกถึงลูกสาวของตัวเอง ในวันที่เขา สร้างฐานะของตัวเอง จนมั่นคง ร่ำรวยเงินทอง และแล้ว เขาก็มีทายาท เป็นลูกผู้หญิงสองคน
..คนโต เอาแต่เที่ยวเตร่ สนุกไปวันๆ ส่วนคนเล็ก ขยันเรียน ตั้งใจหาความรู้
... ลูกคนโต ใช้เงินวันละ หลายหมื่น ส่วนคนเล็ก ใช้วันละไม่กี่ร้อยบาท

วันเวลาผ่านไป ลูกสาวคนเล็ก เรียนจนจบปริญญาเอก ได้ทำงานที่มั่นคง ส่วนลูกสาวคนโต กลายเป็นคนไร้อนาคต เพราะเอาแต่เที่ยวเตร่ มั่วอบายมุข
.. จนในที่สุด ลูกสาวคนโต เป็นเอดส์...
.. ด้วยความผิดหวังที่เกิดขึ้นมากมาย แล้วในที่สุด ลูกสาวของเขา ก็ตัดสินใจฆ่าตัวตาย...
.. ช่วงนั้น เขาและภรรยา เสียใจมากมาย

.. ใช้เวลานานพอสมควรในการทำใจ

เมื่อชายแว่นดำ มองเห็นสภาพของลูกสาวของคุณยาย ทำให้รู้สึกสงสารจับใจยิ่งนัก
..ชายแว่นดำ ได้แต่ ยกมิอไหว้คุณยาย ขอตัวไปทำงาน แล้วก็เดินขึ้นรถ..
ก่อนที่รถจะแล่นออกไป เห็นคุณยายมีสีหน้าทุกข์หนัก เดินเข้าบ้าน ตามเพื่อนของลูกสาวที่ ประคองปีกให้เข้าไปนอนในบ้าน..

.+ + +

ในชีวิตของชายแว่นดำ เขาอยู่ในสังคมของเขา ไม่มีโอกาสที่จะได้มาพบเจอกับคุณยาย และลูกสาวของยายได้เลย
แต่ชีวิตก็พลิกผัน ให้ต้องมาเจอกันจนได้...
..เพียงแค่นังรถผ่านถนนเส้นนี้ ที่ปกติ เขาก็นั่งรถผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน
... ผ่านไปผ่านมา เป็นปีแล้ว ดันเกิดอาการท้องเสีย อยากเข้าห้องน้ำในเวลานั้น..

ในหมู่บ้านแห่งนี้ ก็มีบ้านหลายหลังที่อยู่ริมถนน
..แต่รถยนต์ของเขา กลับมาจอดที่หน้าบ้านของคุณยาย
แล้วก็ขอร้อง ขอเข้าห้องน้ำที่บ้านของคุณยาย...
. เออ เพราะอาการท้องเสีย ทำให้ต้องมาพบเจอเรื่องราวอย่างนี้

น่าคิดเหมือนกันว่า ทำไม เขาถึงควักเงินให้คุณยาย ตั้งมากมายถึงขนาดนั้น
แล้วเงินที่ตั้งใจจะให้คุณยาย ก็โดนลูกสาวคุณยาย แย่งเงินไปจากมือ ต่อหน้าต่อตาเขา
แล้วค่ำคืนวันนั้น ลูกสาวคุณยายก็ไปเที่ยวราตรี..
เกิดเรื่องกับคนที่ร้านค้า จากกระเป๋าของเธอ...
แล้วก็เกิดเรื่องราวตามมา อย่างที่เขาได้เห็น จนมาถึงวันนี้ ที่เขาแวะมาที่บ้านของคุณยายอีกครั้ง
และได้เห็น ลูกสาวของคุณยาย ในลักษณะที่หมดสภาพ..

ชีวิตของเขา ไม่น่าจะต้องได้มารับรู้ ได้เห็นเรื่องราวเหล่านี้
.. แต่เหมือนดวงชะตา ได้ลิขิตให้เขามาพบเจอ
... คงมีบางสิ่ง ที่ดลบันดาลให้เขาได้มาพบเจอ
ทั้งๆที่ไม่น่าจะต้องมาเจอด้วยซ้ำ...

คุณยายคนนี้ ทำให้เขานึกถึง คุณยายแท้ๆของเขาเอง
คนที่เคยเลี้ยงดูเขา ตอนเป็นเด็ก..
แต่เขาไม่มีโอกาสได้ทดแทนบุญคุณท่าน
ไม่ได้ทำอย่างที่อยากจะทำ...

บางที ..
.. ใครสักคน คงอยากจะให้เขามีโอกาสได้ทำ อย่างที่คิดไว้
..

วันปิยมหาราชกับคนไทยที่สนามหลวง

วันปิยมหาราชกับคนไทยที่สนามหลวง

23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันปิยมหาราช วันแห่งการรำลึกถึง รัชกาลที่ 5
..ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด มีการวางพวงมาลา เพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่าน

.พระองค์ท่าน ทรงริเริ่ม ทำหลายสิ่งหลายอย่าง เพื่อคนไทย ตั้งแต่การปฏิรูประบบราชการ จนถึง การเลิกทาส เรื่องราว พระราชประวัติของพระองค์ท่าน สามารถที่จะค้นหาอ่านได้หลายแหล่ง...
..ด้วยคุณูปการของพระองค์ท่าน ทำให้คนไทยหลายคน นับถือ และเคารพพระองค์ท่านอย่างมาก

แต่ยังมีคนไทยบางส่วน ที่ไม่สนใจ เพราะหลงไหลกระแสตะวันตก
มองเรื่องราว ประวัติศาสตร์ของไทยเป็นสิ่งที่ล้าสมัย...
.. มักจะพูดออกมาแบบกำปั้นทุบดินว่า ไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆเลย

"พระองค์ท่านสร้างหลายสิ่งไว้ให้คนไทยมากว่าร้อยปีแล้ว"
เสียงข้อความ sms ในโทรศัพท์มือถือ ดังขึ้นมา เขาหยิบกดดู..

ข้อความ

FarmerInfo - สวนสัตว์ดุสิตสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ภายในบริเวณพระรางวังดุสิต เดิมเป็นสวนพฤกษชาติส่วนพระองค์"

"สวนสัตว์ดุสิต ที่แกไปเที่ยวตอนเด็กๆ ก็สร้างในยุคนั้นด้วย"

วันปิยมหาราช 23 ต.ค.2558 สำหรับใครบางคน เป็นเพียงวันหยุดที่ได้ไปเดินเที่ยวใน กทม
ใครบางคน นั่งรถจากย่านปิ่นเกล้ามา ต่อรถเมล์ที่สนามหลวง...

"วันนี้ก็ไม่ต่างจากวันหยุดทั่วไปหรอก"
"อย่าคิดอย่างนั้นสิวะ หลายสิ่งใน กทม รัชกาลที่ ๕ ทำให้เกิดขึ้นทั้งนั้น"

เขามองไปรอบๆสนามหลวง
"แล้วที่นี่ เกิดในสมัยนั้นรึปล่าล่ะ"

"ที่สนามหลวงที่แกกำลังยืนอยู่นี่ มีสิ่งที่เกิดจากพระปรีชาญาณของรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ท่านเป็นต้นแบบแนวคิดการปลูกต้นมะขามรอบสนามหลวง"

.. คนไทยบางคน มัวแต่คิดจะเห่อตามกระแสตะวันตก จนลืมรากเหง้าของตัวเอง
.. เมื่อคิดเกาะกระแสตะวันตก แล้วจะมีอะไรที่น่าจดจำเป็นของเราเองบ้าง
.. เพราะสิ่งที่มีให้จดจำ มีแต่ของชาติตะวันตกเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

มองมุมบวกให้ได้ ในสถานการณ์ลบ

หลายครั้ง ที่เกิดความไม่พอใจ กับปัญหาบางเรื่อง.. ไม่เป็นไปตามกำหนดเวลา ไม่ได้อย่างที่คิด แล้วคนที่เรารัก ก็ทักท้วงติติง ไม่พอใจ...
... หลายคนถ้าเจอแบบนี้ คงหงุดหงิด โต้กลับไปตามความรู้สึก...
... แต่ คำทักท้วงติติงนั้น มีความรักความห่วงใย ซ่อนไว้...
.. มองเห็นสิ่งที่ซ่อนไว้ จะไม่น้อยใจ ไม่โกรธ ไม่หงุดหงิดเลย..
.. ในคำทักท้วงติติง ในสิ่งที่ทำให้ไม่พอใจนั้น.. ก็มีอีกหลายอย่าง ที่น่าพอใจ สุขใจ แค่คนที่เรารัก ไม่เอามาพูดถึง ก็เท่านั้น...
... อย่างน้อย คำทักท้วง ติติงก็น้อยกว่า.. เกิดเรื่องที่ไม่น่าพอใจ ทุกข์ทั้งหมด....

... ยิ่งมองคนอื่น.. อย่างน้อย ตัวเราก็ยังดีกว่าเขา.. ที่เจอคำทักท้วง ติติงหนักกว่าหลายเท่า...

... เล็กๆน้อยๆ แค่นี้ นายบอนก็รักแม่เป็ด มากๆแล้วล่ะ...

สุดยอดแห่งแรงบันดาลใจ : ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ตอน พลังรัก

ดู "ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร : พลังรัก (18 ต.ค. 58)" ใน YouTube


ถึงแม้จะเสียแขนจากอุบัติเหตุ แต่เธอคนนี้ ไม่เคยท้อแท้ รอความช่วยเหลือ.. กลับลุกขึ้นมาทำอะไรได้หลายอย่าง จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมชะตากรรมและชายที่เธอรัก... กลายเป็นครูสอนวิชาชีพ และสร้างครอบครัวอบอุ่น ยืนหยัดด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร....
... ไม่บ่น ไม่ท้อ ไม่ถอดใจ อย่างคนปกติ ที่มีข้ออ้างมากมายให้ตัวเอง!!

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ตอน พลังรัก..
.. น่าดู น่าชมกัน พึ่งออกอากาศทาง ไทยพีบีเอส เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 18ตค2558 ที่ผ่านมา..

https://www.youtube.com/watch?v=nxnJfTE7YKI

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความคิด (มาก) กำลังทำลายหลายๆสิ่ง..

เมื่อความคิด (มาก) กำลังจะทำลายหลายๆสิ่ง...
..การเป็นคนคิดมาก คิดรอบคอบ เป็นสิ่งที่ดี แต่ อะไรที่มากเกินไป หรือ น้อยเกินไป.. ย่อมเสียสมดุล...

หลายครั้ง ที่ความคิดมาก ทำให้เกิด เรื่องที่ยุ่งยาก มากกว่าเดิม..

ความคิดมาก หลายครั้ง ทำให้เรื่องเล็ก กลายเป็น เรื่องใหญ่ เรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็กลายเป็นเรื่องขึ้นมาได้..

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความพยายามของหนุ่มขายถั่วตัด

ความพยายามของหนุ่มขายถั่วตัด

ณ ที่ทำการไปรษณีย์ สถานที่ที่หลายคนมาส่งพัสดุ มาส่งจดหมาย สิ่งของต่างๆ..
ได้พบเจอ พ่อค้า แม่ค้าหลายคน หอบหิ้ม ถุงขนม ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาซื้อกล่องพัสดุ จ่าหน้าซอง..
และส่งทางไปรษณีย์..
ส่งให้ลูกค้าที่สั่งสินค้า และโอนเงินมาให้แล้ว..
มีหลายคน ที่ทำธุรกิจค้าขาย โดนอาศัยช่องทางส่งไปรษณีย์..
ไม่ว่าจะอยู่ที่จังหวัดไหน ก็สามารถทำการค้าขายได้

และหนึ่งในนั้น ก็ได้พบกับ ชายคนขายถั่วตัด..
สังเกตเห็นมาสองวันแล้ว ที่ไปที่ไปรษณีย์
วันแรก เห็นเขา เข้าไปถามแม่ค้าคนหนึ่ง ที่ส่งของกล่องใหญ่..
ถามว่า สิ่งของห่อนี้แพคของยังไง

มาวันที่สอง ก็เห็นพ่อบ้าน กับ แม่บ้านคู่หนึ่ง หอบหิ้วถุงขนม ขี่มอเตอร์ไซต์มาที่ไปรษณีย์ในเวลาเปิดทำการ
หนุ่มขายถั่วตัด เดินมาจากรถที่จอดไว้
เดินมาถามว่า ถุงนี้ จะส่งยังไง
ส่งไปไหน ห่อยังงี้เลยเหรอ

แม่บ้านที่เป็นฝ่ายห่อขนมลงถุง ก็ช่วยให้คำแนะนำ
เข้าไปในที่ทำการไปรษณีย์ ก็เห็นเขาซื้อกล่องพัสดุ
เอาถั่วตัด ที่ใส่กล่องพลาสติกใสแบบกลม
มีกระดาษหนังสือพิมพ์ วางโอบ ห่อไว้ กันกระแทก

เขาบอกว่า ก็พึ่งจะส่งถั่วตัดไปให้ลูกค้า
..แต่ลูกค้าบอกว่า ได้รับพัสดุแล้ว
กล่องมันแตกข้างๆ ถั่วตัดเสียหาย..
เจอปัญหา พนักงานไปรษณีย์ โยนกล่องพัสดุ
ถ้ากล่อง และสิ่งของที่ใส่ในนั้น แตกง่าย
ชำรุดง่าย คนรับก็รู้สึกแย่..

ทำให้หนุ่มขายถั่วตัด ต้องส่งของไปให้ใหม่
ซ่อม.. ทดแทนสิ่งของเดิมที่ชำรุด เสียหายไป

การส่งสิ่งของทางไปรษณีย์..
ค่าส่ง แพงมากๆ
เอาน้ำหนักสิ่งของ บวกกับน้ำหนักกล่อง
ถ้าไม่ถึง 2 กิโลกรัม ส่งลงทะเบียนได้ หรือ EMS ก็ได้เช่นกัน
แต่ถ้า น้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม
ต้องส่งเป็น EMS เท่านั้น..

ส่งเป็น EMS ยิ่งโคตรแพลงเลย
การขายสินค้าที่ต้องส่งทางไปรษณีย์
ขายยากกว่า มีหน้าร้าน ทำการค้าขาย
เพราะถ้ามีหน้าร้าน ลูกค้ามองเห็นสินค้า
จับต้องได้ สัมผัสได้
แต่สำหรับสินค้าที่ต้องส่งทางไปรษณีย์
ลูกค้า มองเห็นแต่รูปภาพ ที่พ่อค้าแม่ค้า โพสลงใน web, Line, Instagram,facebook

เดี๋ยวนี้ มีคนทำการค้าขายผ่านช่องทางนี้กันก็เยอะ
ถูกหลอกก็แยะ
ลูกค้าบางคน บอกให้พ่อค้าแม่ค้า ส่งสินค้ามาก่อน แล้วจะโอนเงินให้ทีหลัง
ก็มีลูกค้า เบี้ยว ได้รับสินค้าแล้ว ไม่โอนเงินให้
ถึงแม้ค่าสินค้า แค่ไม่กี่ร้อยบาท
ก็ยังโกง

พ่อค้า แม่ค้าที่ทำมาหากินสุจริต
ส่งสินค้าที่ตั้งใจทำอย่างดี บรรจุหีบห่ออย่างดี
แต่พอส่งไปรษณีย์ เจอพนักงานไปรษณีย์ โยนกล่องพัสดุ จนสิ่งของในพัสดุ ชำรุดเพราะแรงกระแทก

พ่อค้า แม่ค้า เครียดเลยสิ..
ทุนหาย กำไรยิ่งหด
ค้าขายก๋ยากแล้ว มาเจอปัญหาจากพนักงานไปรษณีย์แบบนี้
ยิ่งปวดหัวใจมากยิ่งขึ้น

หลังจากพูดคุยกับหนุ่มขายถั่วตัด
เขาตั้งใจทำมาหากิน
มีความพยายามอย่างมาก...
นอกจากส่งถั่วตัดให้ลูกค้าแล้ว
ยังมีการให้เช่าบูชาพระเครื่องอีกด้วย
ทำหลายอย่าง หลายช่องทาง

แม้จะลำบาก ก็ต้องขยัน ขวนขวายทำมาหากิน

มีทีวีดิจิตอลหลายช่อง แต่สติปัญญาคนไทยถดถอย

มีทีวีหลายช่อง แต่สติปัญญาคนไทยถดถอย "เรามีทีวีดิจิตอล เพิ่มขึ้นมากมายหลายช่อง
แต่สติปัญญาของคนไทย ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย"

เดี๋ยวนี้ เทคโนโลยีก้าวไกล
อุปกรณ์ เครื่องมือ โทรศัพท์มือถือ มีความสามารถมากขึ้น ทำได้แทบจะทุกอย่าง
ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ก็สามารถใช้โทรศัพท์มือถือ ทำหลายๆอย่าง ทำแทนได้

ตามหลักการแล้ว ถ้ามีการแข่งขัน มีการเติบโตมากขึ้น
มีตัวเลือก ทางเลือกมากขึ้น หลายอย่าง จะพัฒนาไปมากกว่าเดิม
เช่น โทรศัพท์มือถือ มีหลายรุ่นมากขึ้น
ความเร็วในการประมวลผล ยิ่งมากขึ้น
สามารถเก็บข้อมูล ลงแอพต่างๆได้มากขึ้น

ทำให้กิจกรรมต่างๆ มีการพัฒนา เติบโต ใช้ช่องทางสื่อสาร ติดต่อ ค้าขาย
...ผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้มากยิ่งขึ้น

แล้ว ประเทศไทย ก็มีทีวีดิจิตอล เกิดขึ้นหลายช่อง 3-5-7-9-11-ไทยพีบีเอส

ากเดิม 6 ช่อง ตอนนี้ งอกเพิ่มเป็น 20-30 ช่อง

คนไทยน่าจะมีความรู้ มีสติปัญญา ฉลาดมากขึ้น..
แต่ในความเป็นจริง...
..ดูข่าวหลายเรื่อง คนไทย ก็ยังถูกหลอกได้ง่ายเหมือนเดิม

มิจฉาชีพ หาช่องทางมาตุ้มตุ๋น หลอกลวงมากขึ้น
เรารู้ข่าวการหลอกลวง มากขึ้น..
.แล้วก็ยังมีคนโดนหลอก ซ้ำแล้วซ้ำอีก

เอ ทีวีดิจิตอลไม่ได้ช่วยอะไรเลยเหรอ
ไม่ได้ช่วยให้คนไทย มีสติปัญญา
ไม่ให้ถูกหลอกลวง ได้ง่ายๆ...

"จะมีเพิ่มอีกกี่ช่อง แต่คนไทยก็ชอบดูแต่รายการบันเทิง ละคร หนัง ถ่ายทอดสดกีฬา ดูเพื่อความสนุกสนาน ตามเชียร์ ตามลุ้น แต่รายการที่ให้ความรู้ เพิ่มพูนสติปัญญา รู้เท่าทันกลโกง มีคนไทยสนใจดูกันกี่ % ล่ะ"

เคยมีคนบอกว่า คนไทยอ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัด
แล้วคนไทย ดูทีวีที่ประเทืองปัญญา ได้สาระ ความรู้รอบตัว รู้เท่าทันกลโกง..
คนไทยกลุ่มนี้ มีกี่ %

ตามข่าวเรื่องทีวีดิจิตอลช่องต่างๆ
มักจะได้ยินแต่เรื่อง ทีวีช่องไหน เรตติ้งดี รายการไหนคนชอบดู
ช่องไหน เรตติ้งอันดับเท่าไหร่ ความนิยมเท่าไหร่
ช่องไหน มีกำไรมากขึ้น ช่องไหน ยังไม่คุ้มทุน

พูดถึงแต่ตัวเลขพวกนี้
แต่คนดูล่ะ ได้อะไรจากข้อมูลข่าวสารเหล่านี้
ได้แค่ชื่นชม กรี๊ดกร้าด ที่ช่องที่ตัวเองชอบ มีเรตติ้งดี ..
แค่นั้นเหรอ

ช่วงก่อนหน้านี้ มีทีวีดาวเทียม เป็นร้อยๆช่อง
มีกระแส อยากติดจานดาวเทียม มีโปรโมชั่นมากมาย
แล้วสติปัญญา คนไทย เพิมขึ้นรึเปล่า..

แล้วทีวีดิจิตอลแค่ไม่กี่ช่อง
จะหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สติปัญญาของคนไทยเพิ่มขึ้นได้ทันที อย่างนั้นเหรอ

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สาวน้อยอ้อยควั่น ละครเรตติ้งสูงสุดของช่อง 7 ต้นเดือน ต.ค.58 .. ถึงน้ำเน่า แต่คนชอบดู !!

สาวน้อยอ้อยควั่น ละครเรตติ้งสูงสุดของช่อง 7 ตี ต้นเดือน ต.ค.2558

คอละคร มักจะจับตา รอดูละครหลังข่าว ของช่อง 3 ช่อง 7
ละครหลังข่าว มีคนติดตามดูกันเยอะมาก

แต่วันนี้ ละครเย็น มาแรง ทำเรตติ้งสูงกว่า ละครหลังข่าว ละครเรื่องนั้นคือ
"สาวน้อยอ้อยควั่น"

ในเดือนกันยายน หลายคนพูดถึงละคร "แก้วหน้าม้า" ที่ฉายช่วงเช้าวันเสาร์ อาทิตย์ มีเรตติ้งสูงมากๆ
แต่พอมาถึงเดือน ตุลาคม 2558 ละคร "สาวน้อยอ้อยควั่น เรตติ้งสูงสุด
แบบที่ละครหลังข่าว ช่อง 3 ช่อง 7 สู้ไม่ได้


เรตติ้งทีวีล่าสุด 14 ต.ค. สาวน้อยอ้อยควั่น แซงแก้วหน้าม้าแล้ว
โดย เอจีบีนีลเซ่นระหว่าง 5-11 ต.ค. 2558
สาวน้อยอ้อยควั่น

ต.ค - 10.2 8 ต.ค.- 12.6
7 ต.ค.- 11.9
6 ต.ค.- 11.1
5 ต.ค.-11.1

แก้วหน้าม้า แชมป์เดือนกันยายน
11ตค - 10.4
10ตค - 9.8

รอยรักแรงแค้น ละครหลังข่าวช่อง 7 ที่กำลังมาแรง เรตติ้ง 8 ต.ค. - 9.5

มาดูทางช่องสาม ละครห้องหุ่น ของกันตนา
11ตค- 6.4
10ตค - 6.2

เพื่อนรักเพื่อนริษยา - 6.2 ตอนอวสาน
เดอะวอยซ์ เสียงจริง 11 ตค- 6.0

น่าสังเกตว่า เรตติ้งช่อง 3 เป็นรอง ช่อง 7 อีกแล้ว
... ในโซเชียล มีคนพูดถึงละครช่อง 3 ค่อนข้างมาก แต่เรตติ้งน้อยกว่า ช่อง 7
คงเป็นเพราะ คนดูละครช่อง 3 ขยันโพส ขยันคุยในโซเชียล

พูดถึงละคร สาวน้อยอ้อยควั่น ที่นำมาทำเป็นละครคีเมคใหม่
สาวน้อยอ้อยควั่น เคยสร้างเป็นละครเมื่อปี 2548 เวอร์ชั่นนั้น มี "บี มาติกา" รับบทอ้อยควั่น
มี อัษฏาวุธ รับบทพระเอก แม้จะถูกตัดสินว่า เป็นละครน้ำเน่า ....
...แต่เรตติ้งสูงมากๆ

มาในปี 2558 สาวน้อยอ้อยควั่น กลับมาอีกครั้ง ทำให้หลายคน กลับมาติดละครเย็นอีกครั้ง

"เป็นละครน้ำเน่าที่สนุกมากๆ เรตติ้งก็แรง"
" โอย นี่ติดกันทั้งครอบครัว เป็นละครที่ดึงดูดให้กลับมาติดละครเย็นอีกครั้ง สร้างความสนึกสนานยามค่ำ"
" ใครจะว่าเน่ายังไง แต่ก็ชอบดูนะ ถึงแม้ว่าบทจะเว่อร์ๆ ไม่มีการพัฒนา แต่ทำไม ถึงชอบดูก็ไม่รู้นะ"
ตัวร้าย ตัวดี ตัวประกอบ สร้างสีสันไห้เรื่องได้เยอะมาก โดยเฉพาะ เป๊กกี้ ศรีธัญญา ที่แสดงเป็น "ดุจดาว "

คนชมก็เยอะ และคนด่า ก็เยอะ...
ขนาดด่า ก็ยังต้องดู.. คงจะหลงมนต์เสน่ห์ของละคร สาวน้อยอ้อยควัน ซะแล้ว..

" นางเอก ปากหนัก ไม่ยอมอธิบายอะไร ไร้ความอดทน เอะอะก็วิ่งหนีตลอด"
" พระเอกก็หูเบามากๆ "
" เวลาในเรื่องผ่านไปเร็วมาก กระชับมากขึ้น แต่เนื้อเรื่องไม่ไปไหนเลย แต่สุดท้ายมันสนุก จนต้องตามดู"
" สาวน้อยอ้อยควั่น เวอร์ชั่นเก่าลงตัว สมบูรณ์กว่า ดราม่ามากกว่า แต่ภาครีเมค สนุกเหมือนกัน "
"นางเอกเวอร์ชั่นเก่า น่าสงสาร เวอร์ชั่นใหม่ น่ารัก "
" เพลงประกอบละคร เปลี่ยนคนร้อง ไม่โอเค เพลงสาวน้อยอ้อยควั่น เวอร์ชั่นเก่า ดนตรีเพราะมาก ลงตัวกว่า
"อันที่เรียบเรียงใหม่ ไม่เพราะ ไม่ค่อยชิน

เวอร์ขั่นเก่าน่ะ เมธินี ใบม่วง เป็นคนร้อง

แต่ตอนนี้ เรตติ้งของสาวน้อยอ้อยควั่น สูงมากๆๆๆๆๆๆๆ
ไม่ว่าจะถูกวิจารณ์ยังไง แต่ละครสนุก หลายคนถูกจริตกับละครน้ำเน่า น้ำแสดงในเรื่องก็ทำออกมาได้ดีในแบบของพวกเค้า แม้จะเป็นละครแบบจานด่วน แต่เรตติ้งแรงมากๆ

ลายคนที่เอาใจช่วย ชื่นชอบ ละคร "รอยรักแรงแค้น" ของค่ายสามัญการละคร โดย พี่ตั้ว ศรัณยู ที่สร้างงานคุณภาพ ทุกอย่าง
..มาเห็นละครสาวน้อยอ้อยควั่น เรตติ้งสูงที่สุด ก็อึ้งไปเหมือนกัน ...
... แต่แฟนละคร รอยรักแรงแค้น หลายคน ก็คงจะเปิดดู สาวน้อยอ้อยควั่นด้วย

สาวน้อยอ้อยควั่น มาแรงมากๆ จนละครหลังข่าว ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เรื่อง "พญาโศก" เงียบไปเลย

"ที่จริงก็สนุกนะ ละครพญาโศก แต่ยังไม่โดนใจ เท่า สาวน้อยอ้อยควั่น"

เห็นเพื่อนข้างบ้าน พูดถึงละครเพื่อนรักเพื่อนริษยา มากนัก เป็นละครไฮโซ อย่างงั้นอย่างงี้.. เฮ้อ โดน "สาวน้อยอ้อยควั่น" ทำเรตติ้งแซง ทิ้งห่างแบบไม่ติดฝุ่นละครเย็น..

เอ้า ข่มกันไป...
้าละครที่ได้ดู ทำให้คนดูชอบ คนดูพอใจที่จะดู ...
..อันนั้น ล่ะ ตอบโจทย์ของคนดูได้แล้ว...
..

เนื้อเพลง เพลง สาวน้อยอ้อยควั่น ... (บางส่วน)

เปิดหม้อ ไม่มี ไม่มีข้าวสุก
หันมาเปิดกระปุก ไม่มี ไม่มีข้าวสาร
มานั่งจ้อนจ๋อ จ้อนจ๋อขอทาน
ช่างน่าสงสาร เอ้ย เวทนา
เออเออ เออ เอิง เอย เอ้อ เอย

ก็เวทนา ท้องของฉัน
มันร้องดังลั่นลั่น ตบสิท่านดังปุปุ
ยกมือสาธุ ท่านที่เดินผ่าน
ทำบุญทำทาน กันเถอดหนาสาธุ
ศรัทธาทั้งข้าวสาร ทั้งบริวารแบ๊งค์ร้อย
ศรัทธาน้อยหน่อย สิบบาทสาธุ
อยากจะได้สร้อยทอง ทั้งข้าวของนาฬิกา เอาไว้ดูเวลา
ท่านอย่าทำตา ดุ๊ดุ
ขอให้ท่านสวยหล่อ ที่ร้องขอเงินบาท
หลอดลมจนแทบจะขาด กว่าบาทจะหล่นซักปุ
เออ เอิง เออ เอ้ง เอย
จนจริงหนอขอทาน แม่สาวน้อยอ้อยควั่น ฝันค้างกลางวัน
เออ เอิง เอย เสียแล้วเอย

เออ เอิง เออย เอ้ง เอย
ฝันค้างกลางวัน เสียแล้วเอยย
++++++++++++++

เหตุผลของการเป็นคนกลับไปกลับมา

เหตุผลของการเป็นคนกลับไปกลับมา

เจอหลายคน ที่ตอนแรก พูดอย่างนึง แต่ผ่านไปไม่นาน ก็พูดอย่างนึง..
เจอคนพูดกลับไปกลับมา ไหลไปตามน้ำ ปวดหัวว่ะ
จะเอายังไงกันแน่ก็ไม่รู้นะ..

เมื่อต้องเจอคนเป็นปลาไหลแบบนี้ จะทำยังไงต่อไปกันดี

"คนสมัยนี้ ต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน เลยต้องเป็นอย่างนั้น"

ในช่วงเวลาที่คนเราต้องเลือกข้าง เลือกฝ่าย หลายคน ต้องหาทางเอาตัวเองให้รอดก่อน ..
.แม้ไม่เห็นด้วย แต่เพื่อความอยู่รอด จึงต้องยอม ตามที่ผู้มีอิทธิพล ข่มขู่
..ถ้าไม่ยอม แล้วต้องโดนกลั่นแกล้ง จนเดือดร้อน..
มันจะคุ้มกันมั้ย..
หลายคนจึงเลือกทำตัวแบบลู่ลม รักษาตัวเองให้รอดพ้นพายุ ภัยร้ายไปก่อน...
แต่ ก็ทำให้คนที่มีจุดยืน มีอุดมการณ์ที่มั่นคง ก่นด่าประนามว่า
"คนพวกนั้น มันเป็นนกสองหัว หน้าไว้หลังหลอก"

ในเรื่องที่เล็ก ลงกว่านั้น เมื่อบอกกล่าวว่า จะทำอย่างนั้น
คนฟังก็รับรู้ว่า คนบอก ต้องการอย่างนั้น..
เมื่อเวลาผ่านไป คนบอก พูดว่า คงไม่ทำอย่างนั้นแล้ว ทำเอาคนรับฟัง มึน..
ทำไม ถึงเป็นคนกลับไปกลับมาอย่างนี้..

ในหลายเรื่อง การได้คิดรอบคอบ มีข้อมูลที่รอบคอบ แล้วตัดสินใจ ให้เหมาะสม
ก็จะไม่เสียหายมากมาย
..ถ้าบางเรื่อง เสี่ยง และเสียหายแน่ๆ หากยังดันทุรัง ทำอย่างนั้นต่อไป ก็ต้องยอมรับผลเสียที่จะเกิดขึ้น..

แต่ถ้ามีข้อมูลรอบด้าน รู้ว่า ถ้าทำแบบนั้น จะเสียหายอะไรบ้าง
การตัดสินใจใหม่ ป้องกันความเสียหาย ไม่ประมาท
ก็จะเสียหายน้อยลง หรือไม่เสียหายเลย
ม้จะต้องเจอกับคำพูด คำประนามว่า คนที่กลับไปกลับมา เป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้ คบไม่ได้..
..แต่หาก ยืนกราน ทำแบบนั้น แล้วต้องพบความเสียหาย..
ไอ้คนที่พูดประนาม จะมาช่วยเหลือเรารึเปล่า
เมื่อเราล้มลง คนที่ประนามนั้น มาโอบอุ้ม ช่วยเรามั้ย..
ไม่เลย

ังนั้น ตนต้องเป็นที่พึ่งของตนเอง

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

คุณรักฝ่ายไหนระหว่าง อเมริกา-นาโต้-ซาอุ vs รัสเซีย-จีน-อิหร่าน

คุณรักฝ่ายไหนระหว่าง อเมริกา-นาโต้-ซาอุ vs รัสเซีย-จีน-อิหร่าน

ช่วงนี้ ถ้าติดตามข่าวต่างประเทศ สถานการณ์ที่ตะวันออกกลาง กับสงครามในซีเรีย
เราจะได้ยินชื่อ ไอซิส อัสซาด ซีเรีย รัสเซีย อิหร่าน นาโต้ อัลนุสรา อัลเคด้า ..

สถานการณ์สงครามการเมือง ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ประเด็นความขัดแย้งต่างๆ หลายคนคงรู้จากข่าว ทางสื่อต่างๆ

เมื่อดูข่าว หลายคน จะรู้สึก ชอบฝ่ายไหน ไม่ชอบฝ่ายไหน
ขึ้นอยู่กับว่า คุณเลือกรับฟังข่าวสารจากฝ่ายไหน สำนักข่าวแห่งไหน

ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ เราจะได้ยิงแต่ข่าวสารทางฝั่งอเมริกา จากช่อง CNN สื่อของตะวันตก
รับข่าวสาร แต่ทางฝั่งนี้ จนเราเชื่อในสิ่งที่รับรู้ และได้ยิน

แต่มาช่วงนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในซีเรีย ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ดูเหมือนว่า คนไทยหลายคน เอาใจช่วย + เชียร์ เข้าข้าง ฝ่ายรัสเซีย และจีน มากขึ้น..

ปกติ คนส่วนใหญ่ จะมองรัสเซีย และจีน ในแง่ลบ มองในความเป็นประเทศเผด็จการ ประเทศคอมมิวนิสต์ น่ากลัว..
เป็นผู้ร้าย อันตรายมาก....
และเรามักจะเชื่อตามสื่อที่รับ ตามสื่อที่กรอกหูกรอกตาทุกวัน ว่า..
ฝ่ายประชาธิปไตย คือ พระเอก คือ ฮีโร่ คือฝ่ายที่ถูกต้อง

หลายปีที่ผ่านมา นักการเมืองของไทย มักจะเอาใจฝั่นอเมริกา มาตลอด ยอมไปหมดทุกอย่าง
... เกิดเรื่องอะไร ก็อยากจะเอาไปฟ้องอเมริกา ประเทศที่มีคน นิยามศัพท์ให้ว่า "มหามิตร"

แต่ทว่า ในยุคนี้ ที่ช่องทางสื่อสาร เป็นอิสระมากขึ้น ไม่สามารถปิดกั้นได้ง่ายๆ
..มีสื่อสังคมออนไลน์ หลายช่องทาง ทั้ง facebook, Line , twitter ที่ทุกคนสามารถเขียน บอกอะไรใครๆก็ได้อย่างอิสระเสรี
วิจารณ์ได้อย่างอิสระ ..
ทำให้เกิดมุมมอง การรับรู้ที่กว้างขึ้น

ทำให้ความจริงหลายอย่าง ถูกนำมาเปิดเผย...
ฝ่ายที่เรามองว่า เป็นพระเอกมาโดยตลอด ยุคนี้ เรามีโอกาสรับรู้ข้อมูลมากขึ้น..
ฝ่ายพระเอกที่ว่า.. ขั้อมูลอีกด้านหนึ่ง ไม่ใช่พระเอกอย่างที่คิด..

บทบาทของพระเอก เมื่อเวลาผ่านไป กลับเป็นผู้ทำลาย ในหลายๆประเทศ..
..แต่สื่อของฝ่ายพระเอก มักจะโหมให้ข่าว พูดย้ำๆๆๆ แต่ด้านที่ดีของฝ่ายพระเอก

ทั้งๆที่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำลงไปนี่ ใช่พระเอกรึเปล่าหนอ..

สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักฆ่านักตัดคอไอซิส ที่ดูมีความโหดร้าย ทำลายหลายสิ่งหลายอย่าง ...
ประเทศฝ่ายพระเอก พยายามส่งกำลัง เข้าไปปราบปรามไอซิส แต่ผลที่เกิดขึ้น สงครามในประเทศอิรัก ซีเรีย กลับยุ่งยากมากขึ้น

เมื่อรัสเซีย ตัดสินใจเข้ามาช่วยเหลือซีเรีย ส่งอาวุธ เข้าถล่มไอซิส ในซีเรีย ...
สถานการณ์กลับเปลี่ยนไป ..

.. ข่าวสารที่เห็น มันสะท้อนอะไรหลายอย่าง
...ทำไม ประเทศฝ่ายพระเอก บอกจะเข้ามาจัดการ ปราบไอซิส ตั้งหลายเดือนแล้ว แต่ไอซิสกลับยิ่งเติบโตขึ้น

เมื่อรัสเซีย เข้ามาปราบปรามไม่กี่วัน ไอซิสแตกกระเจิง ถูกทำลายมากมาย
สรุปแล้ว ใครเป็นพระเอก ใครเป็นผู้ร้ายกันแน่

ในเมือคนทั้งโลก บอกว่า ไอซิส เป็นกลุ่มอันตราย แล้วทำไม ฝ่ายพระเอก ที่บอกจะเข้ามาปราบ ถึงทำอะไรไม่ได้ ...
แต่ฝ่ายที่ถูกบอกว่า เป็นผู้ร้าย เป็นฝ่ายที่น่ากลัว เป็นเผด็จการ เข้ามาไม่กี่วัน ทำลายไอซิส ให้เสียหายได้ตั้งเยอะ

จากการที่ได้รับข่าวสาร หลายช่องทาง ต่างจากหลายปีก่อน ที่คนไทยรับข้อมูลข่วสาร เพียงฝ่ายเดียว ทำให้มองอีกฝ่าย เป็นผู้ร้ายมาตลอด
แต่วันนี้ คนไทยมีข้อมูล ทั้งสองฝ่าย สามารถเปรียบเทียบได้..
..ยกเว้น คนไทยที่มีอคติ ไม่ยอมรับฟังข้อมูลอีกด้าน..
ถ้าเลือกข้าง เชียร์ฝ่ายอเมริกา นาโต้ ก็จะเชื่อว่า ฝ่ายนี้เป็นพระเอก ทำถูกต้องทุกอย่าง

แต่วันนี้ เราสามารถดูข้อมูลได้ทั้งสองด้าน
อ่านคำวิจารณ์ บทความต่างๆ ข่าวสารต่างๆ สามารถหาอ่านได้หลายช่องทาง

ข้อมูลข่าวสาร ภาพที่เห็น ก็ทำให้หลายคน เลือกข้าง เลือกรัก และเกลียด แต่ละฝ่ายได้เช่นกัน..
ก่อนที่จะรักและเกลียดใคร ขอให้ดูข้อมูลให้รอบด้าน อย่าฟังความข้างเดียว..

วันเวลาที่ผ่านไป จะเห็นความเปลียนแปลง เห็นเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น คนที่เปิดใจ ติดตามอ่าน ดูข่าวสารจากทั้งสองขั้ว ย่อมสามารถติดสินอย่างเป็นธรรมได้ว่า ฝ่ายไหนทำผิด ฝ่ายไหนทำถูก
ฝ่ายไหน มีวาระซ่อนเร้น

อย่าให้ใครมาชี้นำ หรือ ครอบงำ มุมมอง มันสมองของคุณล่ะ

ความห่วงใยของพ่อบ้าน.กับการลงแรงทำงานของแม่บ้าน

ความห่วงใยของพ่อบ้าน กับการลงแรงทำงานของแม่บ้าน

ในความห่วงใย บางที
สีหน้าท่าทางการตีความของแววตา
ความรู้สึกที่เห็น อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง

.. เมื่อเธอรู้สึกว่า อยากมีส่วนช่วยเหลือ
ไม่อยากเป็นภาระ..
"..ทำยังไงดี จะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง.."
ด้วยความอึดอัด ที่สภาพในเวลานั้น ไม่สามารถจะทำงานหนักๆอะไรได้
..มากกว่า การเป็น "แม่บ้าน" คนหนึ่งเท่านั้น

โอกาส มักจะเข้ามาหาเสมอ
..คนที่ให้โอกาส นั้น เข้าใจ และสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน..

เมื่อ "แม่บ้าน" ที่เนื้อตัวมอมแมม จากการทำงานตลอดทั้งวัน
อยากช่วย "พ่อบ้าน" หาเงินเข้าบ้าน
..แบ่งเบาภาระของพ่อบ้านบ้าง

"อือม ลองดูสักตั้ง ว่า แม่บ้านจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้างมั้ย หากได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำ"
การได้มีโอกาสทำงานของแม่บ้าน ที่ได้รับการสนับสนุน จาก พ่อบ้าน ที่รักเธอ
ทำให้ วันจันทร์ เริ่มต้นขึ้น ด้วยคำสั่งซื้อทางออนไลน์
คำสั่งซื้อจากคนที่รู้จักกับพ่อบ้าน
และอีกช่องทางหนึ่ง ที่พ่อบ้าน เปิดทางไว้
.. การโฆษณาทาง facebook
ที่เสียเงินค่าโฆษณา เพื่อทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้น ได้เห็นสินค้าที่ แม่บ้านจะทำขาย
ทำขายแล้ว ส่งทางไปรษณีย์ เมื่อคุณได้โอนเงินมาแล้ว
แม่บ้าน ก็จะลงมือ ทำขนม ตามออเดอร์ แล้วไปส่งไปรษณีย์ โดยมีพ่อบ้านไปด้วย
ไปช่วยกัน อยู่เคียงข้างกัน

เมื่อมีออเดอร์ "แม่บ้าน" ตั้งใจทำเต็มที่
งานหนักไม่กลัว กลัวจะไม่มีวัตถุดิบ มาทำงานเพื่อส่งให้คนที่สั่งของ

แม่บ้านต้องขับรถมอเตอร์ไซต์ ไปยังตลาดสด
ไปหาซื้อวัตถุดิบ ซื้อขนาดที่ต้องการ คละกับขนาดเล็ก
เพราะในช่วงเวลานี้ วัตถุดิบ ค่อนข้างขาดแคลน..
แถมยังราคาแพงด้วย..
แต่ "แม่บ้าน" ก็สามารถประยุกต์ ดัดแปลง คละวัตถุดิบ ให้มีคุณภาพ และน่าทานได้..

"พ่อบ้าน" เฝ้ามองการทำงานของ "แม่บ้าน"
แม้จะทำงานหนัก แต่แม่บ้าน ก็ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่..
จนลืมทานข้าว และลืมเหนื่อย...
เมื่อนั่งนานๆ จนงานใกล้จะเสร็จ ในแต่ละวัน
ก็กินเวลาค่ำแล้ว
ในยามนั้น จะรู้สึกปวดหลัง.

เหนื่อย แต่มีความสุขที่ได้ทำงาน..
เมื่อทำงาน ได้เงิน มีรายรับ พ่อบ้าน ก็เปิดโอกาส ให้แม่บ้านได้ใช้จ่าย วางแผนการทำงานอย่างเต็มที่
แม่บ้านทำบัญชี เพื่อจะได้รู้ที่มาที่ไปของค่าใช้จ่าย
จะได้รู้ว่า เงินถูกใช้ไปในส่วนไหนบ้าง
จะได้รู้ว่า เงินหายไปไหน
กำไร หรือ ขาดทุน

แม้จะเป็นเงินเพียงไม่กี่ร้อย..
แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการหมุนเวียนในบ้าน..
ความมีชีวิตชีวา ก็เกิดขึ้น..

ในมุมหนึ่ง แม่บ้าน ก็พูดขึ้นมาว่า
"พ่อบ้าน ไม่อยากดูแล แม่บ้านแล้วเหรอ"
ไม่อยากเสียเงิน ซื้อของให้แม่บ้าน
ไม่อยากใช้เงิน เลี้ยงดูแม่บ้านแล้วล่ะสิ..

พ่อบ้าน นิ่งเงียบ...

พ่อบ้านยังคงดูแล แม่บ้านอยู่ตลอด..
เมื่อแม่บ้าน อยากมีโอกาสทำงาน หารายได้เช้าบ้านบ้าง
พ่อบ้าน ก็สนับสนุนเต็มที่..
เปิดช่องทางจากการค้าขาย ออนไลน์
ผ่าน facebook..

3-4 ออเดอร์แรก เริ่มจากการแนะนำเพื่อนๆของพ่อบ้าน..
เพื่อนๆ ซึ่งชอบบริโภคสินค้าที่ทำออกมาอยู่แล้ว
ก็เลยช่วยอุดหนุนซะเลย..
แม่บ้าน ก็พยายามทำสินค้านั้น อย่างเต็มที่
ทำออกมาให้ดีที่สุด ไม่อยากให้พ่อบ้านเสียชื่อ..

และหวังต่อไปว่า สินค้าที่ทำออกมา จะเป็นที่ประทับใจของเพื่อนของพ่อบ้าน
มีการแนะนำบอกต่อ
จนมีลูกค้า เพิ่มมากขึ้น..
ซึ่งจะหารายได้เข้าบ้านมากขึ้น..

เมื่อทั้งสองคน ร่วมด้วยช่วยกัน สนับสนุนกันและกัน
เป็นการเสริมแรงช่วยกัน...
แล้วการทำงานชิ้นเล็กๆจากบ้านหลังหนึ่ง ก็สามารถสร้างรายได้เข้าบ้านได้
..ไม่ต้องไปง้อใคร
เพราะยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง

พระเรี่ยไรเงิน...

พระเรี่ยไรเงิน...

ไปซื้อของที่ตลาดสด เจอพระมาเรี่ยไรเงิน
ถือไม้สำหรับให้ใส่แบงค์ แล้วปักในกระถาง ทำต้นกฐิน..
เดินไปแจกไม้ เรี่ยไร่ในตลาด แม่ค้าหลายท่าน ไม่กล้าปฏิเสธ
เมื่อเกรงใจ ก็หบิยเงิน แบงค์ 20 เสียบเข้าไปในไม้ ร่วมทำบุญ..
แล้ว พระ ที่มาเดินเรี่ยไร ก็เดินจากไป..

ณ ที่ทำการไปรษณีย์ มีพระมาเดินเรี่ยไรเช่นกัน
ขณะที่กำลัง บรรจุหีบห่อพัสดุไปรษณีย์
กลุ่มพระ 3-4 รูป ก็เดินเข้ามา พูดบอกเชิญร่วมทำบุญ
..แล้วเอาไม้ ที่ให้เสียบธนบัตร มาวางตรงหน้า..
ผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังห่อพัสดุไปรษณีย์ ก็หยิบไม้ออกไปวางข้างๆโต๊ะ
ไม่อยากบริจาค ให้พระเรี่ยไร..
ไม่เห็นด้วยกับการเรี่ยไร

สักครู พระอีกรูป ก็เดินมาขอไม้ เก็บไม้ แล้วก็พากันเดินออกไป..
ในช่วงเวลานี้ มีการเรี่ยไรมากจังเลย
พระจากวัดไหน ออกมาเดินเรี่ยไรกันมากนัก..
บ่อยมากๆ

เดินเรี่ยไร จากพ่อค้า แม่ค้าในตลาด
กว่าที่พ่อค้า แม่ค้าจะได้เงินแต่ละบาท ต้องยืนขายของตั้งนาน
ลงทุนไป ขายได้กำไรไม่มากเท่าไหร่ ต้องแบ่งไปซื้อของ แบ่งกิน แบ่งใช้อย่างประหยัด
คนหาเช้ากินค่ำ ลำบากมากพอแล้ว
ยังต้องเจอ พระมาเดินเรี่ยไร ขอเงินดื้อๆ..

คงมีหลายวัด ที่ตั้งใจสร้างศาลา หาเงินไปต่อยอด ซื้อวัสดุ เครื่องมือ มาก่อสร้างสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ในวัด..
..แต่ ทุกครั้งที่ไปตลาด เห็นภาพ พระภิกษุ มาเดินตลาด อยู่ในร้านขายโทรศัพท์
เลือกดู รุ่นใหม่ ทันสมัย
ซื้อโทรศัพท์ราคาแพงรุ่นใหม่ล่าสุด..
พระบางรูป เห็นอยู่ในร้านเช่าหนัง ร้าน ดีวีดี หนังดัง หนังฮอลิวู้ด
เดี๋ยวนี้ พระทันสมัย ดูหนังแผ่น มีโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดไว้ใช้แล้ว

กูยังใช้มือถือรุ่นเก่าๆอยู่เลย
แม่บ้านที่บ้าน ยังใช้โทรศัพท์เก่า เสียก็บ่อย ควรจะซื้อใหม่ได้แล้ว..

ทำไมสมัยนี้ เห็นพระเดินในตลาด
เห็นพระเดินในห้างสรรพสินค้า บ่อยจัง

แล้วพระที่ออกมาเรี่ยไรเงินบ่อยๆ เห็นหน้า ก็รีบเอาไม้มาวาง เพื่อให้เอาเงินให้
ไม่บอกข้อมูลอะไรเลย พูดงึมๆงำๆฟังไม่ทัน
มาเรี่ยไร หรือมาขอเงินกันล่ะ..

มีคำสั่งที่ห้ามพระเรี่ยไรเงินออกมา
..แต่ในบางพื้นที่ คงจะเป็นบ้านนอกเมืองไกลมั้ง
พระยังออกมาเรี่ยไรกันอยู่..

หรือว่า นี่คือ หน้าที่ที่ต้องหาเงิน
.. หลายปี ก่อน เมื่อพูดถึงพระ .. ได้ยินแต่คนพูดถึงพระ ที่ตนศรัทธา เคารพ
แต่วันนี้ ได้ยินแต่คนพูดถึงพระ ในแง่ลบ..

ใครทำให้ศาสนา เสื่อมความศรัทธา..
ใครกันล่ะ..

งานรำลึก 14ตุลา 16 กับความรู้สึกร่วมของคนรุ่นใหม่

งานรำลึก 14 ตุลา 16 กับความรู้สึกร่วมของคนรุ่นใหม่

ครบรอบ 42 ปี งาน รำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ในปี 2558 มีการจัดงานกิจกรรมรำลึก และปาฐกถา 14ตุลา ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 15 ถนนราชดำเนินกลาง กทม
- ช่วงเช้า 7.30 น ตักบาตรพระสงฆ์ 14 รูป ด้านหน้าอาคารอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา
- ตามด้วยพิธีกรรมทางศาสนา 3 ศาสนา
- มีตัวแทนนักการเมือง ตัวแทนจากรัฐบาล ผู้แทนญาติวีรชน 14 ตุลา , ผู้แทนฝ่ายประชาธิปไตยและแรงงาน ผู้แทนเยาวชนนิสิต นักศึกษา มาร่วมงาน
- การแสดงปาฐกถา 14 ตุลา

วันนี้ มีความหมาย และความสำคัญ ต่อผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น
.ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ในครั้งนั้น ได้ออกมาเชิญชวน ให้ทุกคนไปร่วมเคารพวีรชนที่เสียสละเพื่อประชาธิปไตย ถ้าอยู่ที่บ้าน ก็ตั้งจิตอธิษฐาน ให้เจตนารมณ์เพื่อประชาธิปไตย ปรากฏเป้นจริง

เออ แล้วประชาธิปไตยที่เป็นจริง มันเป็นแบบไหนกัน

เป็นประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกาหรือ
เป็นแบบอังกฤษหรือ
เป็นแบบเยอรมันเหรอ
เป็นแบบประเทศไหนกันล่ะ

เมื่อถามถึง ประชาธิปไตยในฝัน มักจะมีคนหยิบยกเอาหลักการ ทฤษฎีในฝันออกมาพูดให้ฟัง
คำพูด ประโยคที่สวยหรู ฟังกี่ครั้งก็ยังดูดี

แต่ทำไมจับต้องไม่ได้สักที
มีนักประชาธิปไตยในเมืองไทยมากมาย เวลาพูด ให้สัมภาษณ์ ฟังดูดีๆทั้งนั้น
แต่ทำไม ทำให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ได้สักที
ทำไม จึงต้องมีเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เกิดขึ้นล่ะ หลังจากเกิดเหตุครั้งนั้นแล้ว ยังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ยังมี พฤษภา2535 อีกนะ

ประชาธิปไตยที่ว่ามาเนี่ย มันดีจริงๆเหรอ..

.. ดูข่าวในทีวี ข่าวงานรำลึก 14 ตุลาคม .. ผู้ที่สูญเสีย ผู้เคยร่วมสู้ในเหตุการณ์ ญาติวีรชน ก็มาร่วมงานกันไป
... แต่หลายคนที่เคยต่อสู้ เป็นคนที่มีชื่อเสียงในเวลานี้ และยังมีชีวิตอยู่..
หลายคน ไม่เห็นจะมาร่วมงานรำลึกที่ว่านี้เลย

อ่านข้อมูลประวัติศาสตร์ เห็นชื่อของหลายคน ที่ร่วมต่อสู้ อยู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลา .. ไม่เห็นพวกเค้ามางานรำลึกนี้เลยนะ
.. คนเหล่านั้น คงพยายามลืม ไม่อยากมาร่วม ไม่อยากเกี่ยวข้อง
ไม่อยากมางานรำลึก..

น่าเห็นใจ ผู้ที่ต้องเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น
ผู้เสียชีวิต ถูกยกย่อง ให้เป็นวีรชนคนหนุ่มสาว ที่เสียสละต่อสู้กับเผด็จการประชาธิปไตย..
แล้ววันเวลา ก็ผ่านไป ...
คนที่ยังอยู่ คนที่อยู่ในวงจรแห่งอำนาจ ก็พากันแก่งแย่งชิงอำนาจ แสวงหาผลประโยชน์กันต่อไป..
ทิ้งให้คนที่ร่วมในเหตุการณ์ในวันนั้น ต้องมารำลึกถึงอดีตที่เจ็บปวด
... เกิดเหตุการณ์หลายครั้ง ประชาธิปไตยที่เห็น ก็ยังคงเป็นแบบเดิมๆ..
แล้วคนรุ่นใหม่ คนรุ่นปัจจุบัน จะเห็นความสำคัญร่วมรำลึกกับเหตุการณ์นี้ไปทำไม

เอาเวลาอันมีค่า ไปเล่นแชท facebook, Line จะดีกว่า ใช้เวลาไปร่วมรำลึก เรียกร้อง แสวงหาประชาธิปไตย ที่มองไม่เห้นภาพที่ชัดเจนซะที

เฮ้อ

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ด่านลอยของตำรวจ นรกสำหรับใคร ??

ด่านลอยของตำรวจ นรกสำหรับใคร ??

ขับรถไปไหน จะไปตลาดนัด ไปซื้อของ เจอด่านลอย ของตำรวจ โอย ต้องเสียเงินอีกแล้ว

ระหว่างการเดินทางไปที่ต่างๆ จะเจอด่านตำรวจ ตามรายทาง เจอบ่อย จนชักหงุดหงิด ว่า ทำไม ขยันตั้งด่านกันจัง
จะเร่งทำยอดกันหรือไง ..
..เพื่อนบางคน พูดให้ฟังแล้ว ดูเบาลง บอกว่า ต้องเห็นใจ คนทำมาหากิน

มีด่านจริง ด่านเถื่อน ด่านลอย มีมากมาย...
..ฟังจากเพื่อนตำรวจ บอกว่า เพื่อลดอุบัติเหตุ ป้องกันคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ป้องกันอาชญากรรม ฯลฯ สารพัดโครงการเพื่อความปลอดภัยทั้งนั้น..

แล้วก็ต้องแปลกใจ ที่ในโซเชียลมีเดีย มีข่าวแง่ลบออกมามากมาย เกี่ยวกับ ด่านตำรวจ ..
ใน facebook มีเพจ "มีด่านบอกด้วย" เกิดขึ้นหลายเพจ เป็นของแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอ การตั้งชื่อ ก็ใส่ชื่อจังหวัด ชื่ออำเภอ ชื่อสถานที่ ตามด้วย "มีด่านบอกด้วย"

แล้วก็มีคนมาโพสต์ แจ้งข่าว ทุกวัน เพราะเดี่ยวนี้ ใครก็ใช้โทรศัพท์มือถือ เล่นโซเชียล ออนไลน์ ถ่ายรูป เซลฟี่ แจ้งข่าวกันอย่างรวดเร็ว

"โอย เดี๋ยวนี้ มีด่านแปลกๆ ตั้งกันถี่ยิบเลย จะปล้นอะไรกันนักหนา"
" ที่บ้านชั้นนะ มีด่านตำรวจ ชุมยิ่งกว่ายุงซะอีก"

ตั้งแต่ขับรถมา ยังไม่เคยเจอโจรปล้น แต่เสียตังค์ให้ตำรวจมากกว่าโจรซะอีก"

ฯลฯ หลากหลายความเห็น!!
เอ บ้านเราเมืองเรา มีตำรวจที่ไม่ดีมากมายขนาดีนี้เลยเหรอ..

มีเพื่อนที่เป็นตำรวจหลายคน เพื่อนเราก็เป็นคนดี รักความถูกต้อง เที่ยงตรงนะ ทำผิดก็บอกว่าผิด ทำถูกก็บอกว่าถูก

"คนที่ออกมาโวยวายว่า ตำรวจไม่ดี มีด่านเยอะ แล้วคนที่โวยวายน่ะ ทำถูกกฏจราจรรึเปล่า คุณทำผิดบ่อยๆ และโดนจับบ่อยๆรึเปล่า ถ้าไม่ทำผิด ตำรวจก็ไม่จับคุณหรอก"
"ถ้าทำความผิดซึ่งๆหน้า แล้วไปด่สตำรวจ อันนี้ก็ไม่ถูกต้อง กฏหมายไม่ได้มีไว้ให้ทำผิด ไม่ได้มีให้แหกกฏนะ"
" เรื่องเพจ มีด่านบอกด้วย นี่นะ แอดมินของเพจ บางคน เป็นโจรซะเอง อาศัยข้อมูลของคนที่รายงานข้ามา เพื่อหลบหนีตำรวจซะเอง เวลาไปขโมย ไปปล้น แอบทำผิดกฏหมาย ส่งยาเสพติด ก็สามารถหลบหนีตำรวจได้... อย่า เอาความสะดวกสบาย เอาอคติส่วนตัว ด่าตำรวจ แล้ว เผลอช่วยโจรแบบไม่รู้ตัว"

นั่นสินะ ทุกอย่างมีสองด้าน ทั้งด้านบวก และด้านลบ
คนทุกคน ก็มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ...
เอาแต่ด่า ว่าตำรวจน่ะ ตำรวจที่ดี ก็มีไม่น้อยนะ ...
..ตำรวจที่ช่วยเหลือประชาชน ก็มีอีกมาก แต่ที่สื่อมวลชน เห็น จนเอาไปออกข่าว ออกทีวี มีจำนวนน้อยจริงๆ ..
... ตำรวจจราจรที่ตั้งด่าน ที่ดูแลประชาชนอย่างดี ก็มีไม่น้อยเช่นกัน มีคนประทับใจมากมาย...
.. แล้วตำรวจทีดีๆ ทำไมไม่พูดถึงกันบ้าง !!


าฟังคนที่เดือดร้อนจากด่านลอยกันบ้าง

"มีด่านแปลกๆตั้งกัยถี่ยิบ แค่มีกรวยตั้ง มีคนยืนอยู่ 2-3 คน หรือ 4-5 คน แค่นี้ก็ตั้งด่านได้แล้วว"
" ทำไม เวลาเร่งด่วน เวลาเลิกงาน ถึงชอบมาตั้งด่านกันจัง จะตั้งทำไม ช่วงนั้นรายได้ดีเหรอ"
" ด่านที่เจอมานี่ เน้นให้เสียค่าปรับ คนทำงานหาเช้ากินค่ำ ต้องจ่ายค่าปรับหมดกันพอดี"

สำหรับบางพื้นที่ ก็มีด่านลอย เยอะจริงๆ ..
..และแล้ว ช่วงต้นเดือน ตุลาคม ก็ได้เห็นข่าว คำสั่งยกเลิกตั้งด่านลอย ถ้าใครเจอ ก็ให้ส่งรูปร้องเรียนมาได้ !!!

แบบนี้ ประชาชนหลายคนเฮ ชี้ช่องแบบนี้ เจอด่านลอยที่ไหน หยิบโทรศัพท์ ถ่ายรูป แล้วส่งเข้าโซเชียล ได้ทันที

"จะทำได้จริงเหรอ คำสั่งทุบหม้อข้าวตำรวจจราจรเลยนะเนี่ย ถ้าขาดเงินตรงนี้ แล้วจะไปหาเงินจากไหนมาทดแทนล่ะ"
ไปถามคนที่เกลียดตำรวจ เขาบอกว่า

"ไม่เชื่อหรอก คงออกคำสั่งมาลดกระแส ต่อต้านด่านตำรวจก็แค่นั้นล่ะ ถ้าตำรวจปฏิบัติหน้าที่จริงๆ ไม่เกี่ยวกับเงิน ใครจะมาทนตากแดดทนร้อนได้ทุกๆวันล่ะ"
..
แล้วด่านจริง กับ ด่านลอย ต่างกันยังไง...
..ด่านที่มีป้ายแจ้งชื่อสารวัตรผู้ควบคุม มีไฟสัญญาณ ไฟกระพริบ มีความชัดเจนหลายอย่าง ถ้าผ่านป้อมตำรวจ ด่านตำรวจบ่อยๆ จะเห็นความต่างจาก ด่านลอย ที่มีแค่กรวยมาตั้ง ขับรถมาตั้งแต่ไกลๆ มองไม่เห็นด่านเลย พอเข้ามาใกล้ ตำรวจโผล่มาจากมุมถนน ออกมายืนขวาง แบบแปลกๆแบบนี้ ขออย่าให้เจออีกเลย

ถ้าตั้งด่านตรวจ รักษากฎหมาย รักษาความปลอดภัย ประชาชนไม่กลัว แต่กลัวด่านลอย ที่ไม่มีความเป็นธรรม...

+++
ด่านลอย

-
- ตัวผู้ขับขี่ ก็ทำผิดกฏรึเปล่า ใบขับขี่ หมวก ภาษี สำเนา ให้พร้อม

ถ้าปกิบัติตามหน้าที่จริงๆ ไม่เกี่ยวกับเงิน ใครจะมาทนตากแดดทนร้อนได้ทุกวัน

ต้องมีป้ายแจ้งชื่อสารวัตรผู้ควบคุม

ละครไทย ซ้ำซาก มองละคร สะใภ้จ้าว ช่อง3 และรอยรักแรงแค้น ช่อง7

ละครไทยทำไมต้องซ้ำซาก มองละคร สะใภ้จ้าว และ รอยรักแรงแค้น

ทำไมหนอ ละครไทย ที่คนไทยชอบดู ติดกันงอมแงม ถึงชอบเอาเรื่องเก่า มาสร้างใหม่
รีเมค หลายครั้ง เนื้อเรืองก็เดิมๆ แค่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนนักแสดงนำ เปลี่ยนบทบ้าง
แต่พอ ฉายทางทีวี คนดูติดกันงอมแงม พูดถึงจนเป็นกระแสในโลกโซเชียลมีเดีย

ยุคนี้ ถ้าพูดถึงละคร ต้องพูดถึงละครช่อง 3 และ ช่อง 7
ช่องที่มีคนติดตามดู เป็นจำนวนมาก มีแฟนคลับของช่อง เหนียวแน่น
เพราะสร้างฐานคนดูมานานหลายสิบปี...
ช่องทีวีดิจิตอล ช่องใหม่ ก็ต้องใช้ความพยายามที่จะเจาะ แย่งฐานคนลูละคร กันล่ะ

ละครทีวีมีหลายช่อง ทีนี้แล้วแต่ผู้ชมจะกดรีโมทไปดู
ถ้าละครไม่สนุก คนก็เปลี่ยนช่องไปดูช่องอื่น
ช่องที่เป็นแชมป์ มีคนดูติดตามตลอด ก็ต้องพยายามรักษาแชมป์ ทำละครให้น่าดูยิ่งขึ้น

พูดถึงละคร สะใภ้จ้าว ละครทางช่องสาม ผลิตโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทลเวิชั่น เป็น บทประพันธ์ ของ "รจนา"
เคยสร้างเมื่อ พ.ศ.2545
ในเวอร์ชั่นนั้น นำแสดงโดย ก้อง สหรัถ- วิกกี้ สุนิสา- อ้น สราวุฒิ- ตุ๊กตา อินทิรา

ละครเรื่องนี้ ถูกนำมา รีเมคใหม่อีกแล้ว ในปี 2558 นางเอกคือ น้ำตาล- พิจักขณา
พระเอก โป๊ป ธนวรรธน์

ละครเรื่องนี้ เป็นละครสนุก ในเวอร์ชั่นปี 2545 โปรดักชั่นเลิศมาก บทเขียนดี เพลงประกอบก็ไพเราะ
เรื่องราว ทำให้คนดูหลายคน อยากเป็น "บรรณารักษ์" และเป็นแรงผลักดัน แรงขับเคลื่อนให้ บางท่าน ไปสอบเข้าเรียนต่อบรรณารักษ์ และได้ทำงานเป็นบรรณารักษ์จริงๆ

ความชื่นชอบในละครเรื่องนี้ ถึงขั้น มีคนซื้อ CD ละครเรื่องนี้ แล้วเปิดดูหลายรอบ เปิดแล้วปิดอีก
คนที่ไม่ดูละคร คงก่นด่าว่า มันบ้าละครจังเลย..
.. แต่ละคร ก็สะท้อนมุมของชีวิต หลายฉาก หลายคำพูด หลายแอคติ้ง ในละคร มันประทับติดตรึงในหัวใจคนดู..
..เหมือนบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต บางคน จดจำไม่เคยลืม แต่สำหรับหลายคน มองไม่เห็นความสำคัญ ไม่เคยจดจำเลยด้วยซ้ำไป...


มื่อละคร "สะใภ้จ้าว" ถูกนำมาสร้างใหม่ ก็มีคนพูดถึงเยอะในกระแสโซเชียลมีเดีย แฟนคลับของพระเอก นางเอก ตั้งตารอดูกันแล้ว รวมทั้งแฟนละครช่องสาม ต้องเปิดดูแน่นอน

. เมื่อละครสนุก ก็มีคนพูดถึงความประทับใจในเวอร์ชั่นเก่า แล้วเอามาเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นใหม่ ตั้งความคาดหวังไปต่างๆกันไป


... หันมามองละครช่อง 7 สี กันบ้าง กับละคร "รอยรักแรงแค้น"
นำแสดงโดย ฝนทิพย์ วัชรตระกูล (ปุ๊กลุก)
ภัทรเดช สงวนความดี (ไมเคิล)
ธัญญะสุภางค์ จิรปรีชานนท์ (โบว์) ฝีมือของ ค่ายสามัญการละคร ของ ตั้ว ศรัณยู วงศ์กระจ่าง ซึ่งค่ายนี้ ทำละครเหมือนศิลปะ มุมกล้อง ภาพ แสง เสียง สวยลาม ลงตัวทุกฉาก

เรื่องนี้ เลิฟซีน ดุเดือด เลือดพล่าน เนื้อหาเข้มข้น ดูไปก็เครียดไป แต่ก็ มันส์มาก จนติดใจ เปลี่ยนช่องไม่ได้


ลายคนดูบางตอนแล้ว ก็ไปค้นหาเรื่องย่อมาอ่าน บางท่าน ไปค้นหาให้ลึกขึ้นไปอีก จนพบว่า เรื่องนี้ สร้างมาจากละคร "เมียนอกหัวใจ" แต่คุณตั้ว ทำการดัดแปลง ให้เนื้อหาเบาลง แต่ทว่า เรื่องราวยังคงครบถ้วน ดูไปลุ้นไปด้วย
..ในละคร ยังเติมเรื่องของการสอบสวนสืบสวน มีฉากที่ขึ้นศาลด้วย ทำให้ละครดูมีมิติมากขึ้น ..

ดูมุกริน พักตรา ดูไปสะใจกันไป
พักตราก็ร้ายกาจเหลือเกิน
คนดูละครเรื่องนี้หลายคน ชื่นชอบตัวละคร แต่ก็มีบางส่วน ไม่ได้รู้สึกรักตัวละครตัวใดในเรื่องนี้เลย แต่ก็ดูเรื่องนี้
ละครเรื่องนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่า ละครดีนั้น อยู่ที่เนื้อเรื่องและบทจริงๆ

มีทั้งคนที่ไม่รู้สึกรักตัวละครใดๆในเรื่องแล้ว ก็มีกลุ่มคนดูที่รัก และเอาใจช่วย ตัวละครในเรื่อง ถึงขนาดบอกว่า ตัวเองอยู่ใน ทีมมุกริน ทีมพักตรา :))

แต่ละครเรื่องนี้ ก็เข้มข้น สะใจจริงๆ
เดี๋ยวนี้ มีหลายช่อง มีละครให้ดูเยอะขึ้น เนื้อหาละครหลายเรื่อง ต้องแรง เข้มข้น
มีการตั้งชื่อละครให้ แรงๆ ด้วยคำว่า "แค้น" ในชื่อละคร

นอกจากเรื่อง "รอยรักแรงแค้น" เรื่องนี้แล้ว ที่ผ่านมา มีละคร "แค้นๆ" หลายเรื่องเลยนะ เช่น คู้แค้นแสนรัก/ รักซ่อนแค้น/ สุดแค้นแสนรัก / ไฟรักแรงแค้น/ เสน่หาสัญญาแค้น/

เดี๋ยวคงจะมีอีกหลายแค้นๆกันอีก

ในสายตาของคนที่ไม่ชอบดูละคร อ่านแค่ข่าวสั้นๆ หรือหัวข้อข่าว ก็จะมองว่า ละครไทย ย่ำอยู่กับที่ไม่ไปไหนเลย
"ต่างประเทศ สร้างละครออกมามากมายหลายเรื่อง ไม่เห็นเอาละครเก่ามารีเมค ซ้ำแล้วซ้ำอีก เนื้อเรื่องเดิม เปลี่ยนตัวแสดง แค่นี้ก็เรียกเรตติ้งได้แล้วเหรอ"

เรื่องนี้ คงต้องให้คนดูเป็นคนตัดสิน คนที่เบื่อที่จะดูละครรีเมคก็มีเยอะ
แต่เดี๋ยวนี้ มีหลายช่องให้เลือก ไม่อยากดูละคร ก็กดรีโมทไปดูช่องอื่น

แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง..

ส่วนคนที่เป็นคอละคร ชอบดูละคร ก็คงจะเห็นพัฒนาการใหม่ๆ แม้จะเป็นละครรีเมค
หรือละครที่ดัดแปลงเนื้อเรื่องเดิม ...

แต่ก็ต้องทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ถ้าไม่ดี เรตติ้งก็ไม่ดี คนดูก็กดรีโมท เปลี่ยนำปดูช่องอื่นครับ...


++++++++++++

เทศกาลกินเจ ทำไมกูต้องกินเจด้วยวะ ??

เทศกาลกินเจ ทำไมกูต้องกินเจด้วยวะ ??

1 ปีมีครั้ง กับเทศกาลกินเจ ซึ่งในปีนี้ จัดงานในช่วง 13-21 ตุลาคม 2558 บางที่ก็เริมตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.

มีคนชักชวนให้กินเจ เป็นการทำบุญ แล้วขับรถไปซื้อ อาหารเจ บางท่านถามว่า เมนูนี้ มีส่วนผสมอะไรมั่ง อันนั้น ใช่เนื้อรึเปล่า ถามอย่างนั้นอย่างนี้.. คนที่ไม่กินเจ ที่ไปด้วยกัน ก็ชักหงุดหงิด เอ.. ทำไมมันเรื่องมากจัง

ไอ้เรา สั่งข้าว กับอะไรก็กินได้หมด ไม่เห็นต้องเรื่องมากเลย...
..ขอแค่ กินอร่อย ก็พอแล้ว แค่นี้ก็พร้อมจะจ่ายเงินทันที

เข้าถึงช่วงเทศกาลกินเจ แม้แต่ในตัวเภอ มีร้านค้าติดธงสีเหลือง ติดป้ายหน้าร้านว่า ขายอาหารเจ
บางถนน มีแต่ร้านอาหารเจ ไม่ขายอาหารคาว หวาน เหมือนปกติ..
คนที่ไม่ชอบกินเจ บางคน ออกมาโวยวาย ตั้งกระทู้ โพสในโซเชียลมีเดย โวยวายว่า กินเจได้ประโยชน์อะไร ได้บุญจริงเหรอ
.."ถ้ามันได้บุญจริง ทำไมไม่กินเจตลอดทั้งปีละ มากินแต่ไม่กี่วัน แค่ช่วงเทศกาลทำไมล่ะ"

อย่าเอาแค่เกาะกระแส มีเทศกาลอะไร ก็เห่อ ตามกระแสไปด้วย"

เออ เค้าคงเดือดร้อนจริงๆ ทีมีงานเทศกาลอาหารปิ้งย่าง เทศกาลอาหารอร่อย เทศกาลอาหาร + สินค้า OTOP และอีกหลายเทศกาลอาหาร ไม่เห็นมีใครออกมาโวยวายสักตัว!!

"อ้าว ก็เทศกาลพวกนั้น ไม่ได้มีร้านอาหาร ขายแต่อาหารพวกนั้นอย่างเดียวนี่สิ"
"โอย ไม่ใช่ว่า ทุกร้านในอำเภอ จะขายแต่อาหารเจ ก็มีร้านที่ขายอาหารตามปกติอยู่นิ มึงก็หัดขับรถไปตระเวณหากินมั่งเส่ะ"

เออ ไอ้พวกที่ออกมาโวยวายเรื่องเทศกาลกินเจนี่ เพราะมันหาร้านอาหารปกติ กินยากใช่มะ หรือมันต้องขับรถไกลกว่าเดิม

"เห็นมีแต่ในเมืองไทย มีงานเทศกาลกินเจ จัดกันใหญ่โต แล้วที่เมืองจีน ที่ฮ่องกง ไม่เห็นจัดเทศกาลกินเจ อย่างใหญ่โต โอเว่อร์เหมือนเมืองไทยเลยอ่ะ"
"คนจีนไม่เห็นกินเจ เลยนิ"

จริงเหรอ??

ลองค้นหาข้อมูลคร่าวๆ มีประวัติเล่าต่อกันมาว่า ประเพณีกินเจ เริ่มต้นมาจากทางภาคใต้ จากกลุ่มที่เล่นงิ้ว แล้วเริ่มแพร่ขยายไปยัง มาเลเซีย สิงคโปร์

"การกินเจ เป็นประเพณีของชาวฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายเชื้อสายของคนจีน ..ในเมืองไทย คนจีนส่วนใหญ่ เป็นชาวแต้จิ๋ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชาวฮกเกี้ยนนี่เอง"
" อือม ในเมืองจีน ที่มีหลายเชื้อสาย หลายภาษา ไม่เหมือนกันทั้งประเทศหรอก ขนาดภาษา ยังมีหลายสำเนียง ที่ว่า คนจีนไม่กินเจเลย ความจริงก็มีนะ แต่อาจจะไม่เป็นข่าวใหญ่โต เหมือนในเมืองไทย คนจีนในประเทศจีนที่ถือศีลกินเจ ก็มีอยู่เหมือนกัน"

หลายคนที่ไม่ชอบกินเจ เพราะเห็นแต่กินผัก กินเต้าหู้ จืดๆ มันอร่อยตรงไหนกัน..
"เห็นคนที่เข้าเจ กินเจ พอหมดช่วงเทศกาลแล้ว กินอาหารปกติ กินเนื้อสัตว์มากกว่าเดิมซะอีก แล้วกินเจ มันดียังไงกัน"
" อย่างน้อย ช่วงเวลานึง ก็ลด ละ การเบียดเบียนชีวิตลงได้บ้าง"
"กูว่า คนมีเงินน่ะ ชอบเบียบดเบียนชีวิตสัตว์ กินอาหารแพงๆ มีเงินก็ซื้อกินได้ทุกเมนู แต่คนที่ไม่มีเงิน คนยากคนจน หาเช้ากินค่ำ กินแบบตามมีตามเกิด กลุ่มนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงเทศกาลกินเจ ก็เหมือนกินเจ บางบ้านที่ยากจน กินแต่น้ำพริก กินแค่ผัก กินแค่น้ำปลา แค่นั้น"

ความจริงแล้ว หัวใจหลักของเทศกาลกินเจ ยังมี การถือศีล การปล่อยวาง และไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ไม่ปรุงอาหารด้วยเครื่องปรุงที่กระตุ้นความอยาก งดสิ่งมัวเมา งดเสพติดทุกชนิด ควรทำใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง และบริจาคทาน

..ไม่ใช่แค่กินเจ อย่างเดียวเท่าทั้น แต่ไม่ปล่อยวาง ยังบริโภคสิ่งมัวเมา เสพสิ่งเสพติด..

้าทำอย่างนั้น ก็ยังเข้าไม่ถึงหัวใจของเทศกาลกินเจ


คนไทย รู้อะไรแค่ฉาบฉวย แค่การกินผัก กินเต้าหู้ เท่านี้ก็บอกว่า กินเจ เข้าเจ แล้ว"
"คนกินเจ บางคน ชอบเหยียดหยามคนที่ไม่กินเจ ยกตนว่า ตัวเองสูง ได้บุญเยอะ"
"บางท่าน ก็เรื่องมากจริงๆ ต้องมีอย่างนั้น ไม่เอาอย่างนี้ อย่าเกาะกระแส กินเจ เพื่อเอาหน้ากับใคร หรือ เพื่อให้คนในสังคม เห็นว่า คุณกินเจ คุณเป็นคนใจบุญ มีบุญ สร้างภาพ แต่ลับหลัง ในที่ส่วนตัว คุณแอบโทรสั่ง พิซซ่า ไก่ทอดเคเอฟซี มากินอย่างมีความสุข"

ขอให้ตั้งใจละ ลด การเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสนะคะ

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

นักสู้.. นักสร้าง

สำหรับคนทำงาน สำหรับนักสู้
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน ก็พร้อมที่จะลงมือทำเสมอ

ใครที่ได้ร่วมงาน ทำงานกับคนแบบนี้
หรือ มีคู่ชีวิต มีคนรักเป็นคนแบบนี้ นับว่า โชคดีอย่างมาก

ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด
ถือว่าเป็นคู่ทุกข์ คู่ยาก คู่บุญ คู่สร้าง คู่สมอย่างจริงแท้...

ในมุมของคนไม่สู้ชีวิต

ในมุมของคนไม่สู้ชีวิต

จากชีวิตที่สุขสบาย มีเวลากิน เที่ยว เล่น มีคนให้เงินใช้มาตลอด วันนี้ เมื่อสิ่งที่เคยมี ค่อยๆหมดไป หายไป
... จากวันที่มี ก็ไม่มีอะไร แล้วต้องมาทนอยู่ ที่บ้านกับแม่ และพี่สาว ไม่สบายเหมือนแต่ก่อน

มีความกดดันหลายอย่าง ต้องบ่นด้วยความน้อยใจว่า "อึดอัดมาก"
แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง จะขยับอะไรก็ลำบาก ไม่สุขสบายเหมือนเดิม

พี่สาวเคยพูดให้กำลังใจ อยากให้ออกไปทำมาหากิน เคยพยายามแล้ว แต่มันติดขัด เรื่องเงิน เรื่องทุนรอนนี่ล่ะ
เวลาที่พี่สาวให้ช่วยทำงาน ทำขนมไปฝากขายที่ร้านค้าในหมู่บ้าน
เวลาที่พี่สาวนั่งทำขนม ทำกับข้าว เค้าทำอร่อย
พอตัวเองลองทำ ไม่อร่อยไม่ดีเท่าของพี่สาวทำ
ทำขนม ก็ไม่น่าทานเท่าพี่สาว
พอพี่สาวให้ลองทาแยม ทำขนม ก็ทำไม่น่าทานเหมือนพี่สาว
แล้วยังทำของเสีย ใส่ของเปลืองไปมั่ง
.. วัตถุดิบที่มี ลองทำให้แล้ว ขาดทุนมั่ง

พยายามจะทำอะไร ก็ไม่ดีสักอย่าง ไม่กล้าที่จะทำ กลัวจะทำให้ของเสีย..
ทำอาหาร พี่สาวก็ให้กำลังใจ สอนแล้ว แต่ก็ทำไม่อร่อยซะที

พี่สาวบอกว่า ไม่ตั้งใจ ไม่ใส่ใจทำ ก็พยายามทำ เท่าที่ทำได้แล้ว..
แต่มันทำไม่ได้อย่างที่พี่สาวทำ..

เมือช่วยอะไรไม่ได้ ก็ไม่อยากรบกวน ไม่อยากทำให้เสียของ เสียเงินมากมาย
แต่ก็ไม่รู้จะขยับไปทำอะไรได้จริงๆ...
ถ้ามีเงินลงทุน ทำร้าน เปิดร้าน ก็ไม่แน่ใจว่า จะทำแล้ว ได้กำไรรึเปล่า
ชีวิตที่ผ่านมา ยอมรับว่า ผิดพลาดหลายเรื่อง
พยายามปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น...
หลายครั้ง ก็ไม่ได้ดีอย่างที่ใจหวัง
ไม่รู้จะทำยังไง..
สุขภาพก็ไม่ค่อยดี แต่การออกไปหาหมอ ต้องใช้เงิน..
เงินไม่ค่อยมี เลยเลือกที่จะไม่ออกไปไหน..

บางวัน พี่สาวก็มาพูดกดดัน เขาคงอยากให้คิด อยากให้สู้...
แต่ มันขยับยากจริงๆ
ตั้งใจจะช่วยพี่สาว เท่าที่จะทำได้..
..ตอนนี้ ไม่กล้าที่จะเสี่ยงอะไร..
ไม่มีเงิน ไม่มีทุน...
ถ้าหมดแล้ว จะทำอย่างไรต่อไป..
ไม่อยากจะสร้างปัญหา เพิ่มขึ้น
.. คิดว่า อยู่ในจุดที่ทำตัวให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด...
จะทำอย่างโน้น ขยับไปทางนี้ ถ้าเกิดเรื่องเกิดปัญหา เกิดผลเสีย
... ทำอะไรก็ไม่ดี
ก็ขอเลือก ส่วนที่ทำให้เสียน้อยที่สุด..

เด็กไม่ได้ไปกวดวิชา ก็เก่งได้

เด็กไม่ได้ไปกวดวิชา ก็เก่งได้

เจอใครๆ ก็บอกว่า ต้องให้ลูกไปเข้าโรงเรียนกวดวิชา...
"เดี๋ยวต้องไปส่งลูกที่โรงเรียนกวดวิชา.."
"กลุ้มใจ ถ้ามีลูกอายุไล้เลี่ยกัน คงหนักที่ต้องส่งเรียนกวดวิชาพร้อมกันหลายคน"

ดูเหมือนว่า เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กในยุคนี้ไปซะแล้ว..
ถ้าไม่ไปกวดวิชา คงจะเป็นความผิดปกติของเด็กนักเรียนในยุคนี้ล่ะมั้ง

"เออ สมัยของเรา ไม่เห็นจะต้องไปเรียนกวดวิชาเลยนะ เลิกเรียนก็ไปเล่นกีฬา กลับไปทำงานบ้าน"
"กูไปยิงนกตกปลา ไปซนที่ตลาด"
" สมัยเรา ยังไม่มีโรงเรียนกวดวิชา ก็ยังอยู่ได้ "

"แต่สมัยนี้มันไม่เหมือนกัน ถ้าไม่กวดวิชา จะสู้เด็กคนอื่นได้เหรอ จะหางานที่ดีๆ ได้มั้ย"

กรรม...
งั้นคนที่เรียนไม่เก่ง ที่บ้านยากจน ชีวิตในชาตินี้คงจะทำงานที่ดีๆไม่ได้ล่ะสิ..

"ที่จริงน่าจะมีนะ เด็กที่ไม่กวดวิชา แต่ก็ประสบความสำเร็จได้"
"กูว่า คงไม่มีใครเอามาป่าวประกาศเหมือนคนที่เรียนกวดวิชา อย่างเวลาเด็กสอบได้ ไอ้โรงเรียนกวดวิชา รีบเอาข้อมูลมานำเสนอเลย ว่าโรงเรียนของกู มีเด็กสอบติดที่นั่นกี่คน สถิติกี่เปอร์เซ็นต์ เห็นมะ มาเรียนที่นี่ มีโอกาสสอบติดสูง"

"ถ้างั้น เด็กที่สอบได้ แต่ไม่ไปกวดวิชา ก็ไม่มีใครไปป่าวประกาศสิ"
"มันคงเป็นทางลัดนะ คนที่ไปกวดวิชา คงได้แนวข้อสอบ วิธีทำข้อสอบที่ได้คะแนนมากกว่า เลยมีโอกาสสอบติดในคณะที่มีชื่อเสียง เชิดหน้าชูคอได้มากกว่า แต่ละโรงเรียนกวด ก็แข่งกันป่าวประกาศถึงคนที่สอบติด ทั้งโฆษณา ให้ข้อมูลกันเข้าไป แต่คนที่ไม่ได้ไปกวด สอบติด ก็เป็นข่าวในระดับนึง ไม่ได้ถูกตอกย้ำ ป่าวประกาศมาก เหมือนของโรงเรียนกวดวิชา"

"ไม่แน่เสมอไปหรอกนะ ที่โรงเรียนในระบบปกติ โรงเรียนมัธยมประจำเขต ประจำจังหวัด ประจำอำเภอ เวลาเด็กสอบติด เดี๋ยวนี้ ติดรูป ติดชื่อไว้ที่รั้วโรงเรียนแล้ว ใครผ่านไปผ่านมา มองเห็นกันหมด"
"อันนั้น ยังไม่ดังพอเหรอ"
"ดังในระดับท้องถิ่น แถวนั้นล่ะ แต่พอไปจังหวัดอื่นๆ ก็ไม่ได้รับความสนใจแล้ว จังหวัดอื่น ก็ต้องสนใจ เด็กในโรงเรียนในจังหวัดนั้นๆสิ"

เออ ถ้าเด็กไม่ไปกวดวิชา จะไม่มีสิทธิเป็นเด็กที่เก่งได้เหรอ

"เก่งที่ว่านี่ เก่งแบบไหนล่ะ เพราะเด็กแต่ละคน เก่งไม่เหมือนกัน"
"ถ้าจะเอาเก่งในวิชาการ วิชาหนึ่ง เด็กคนหนึ่ง ไปกวดวิชา จนสอบได้คะแนนสูง ในวิชานั้นก็ได้ แต่เด็กที่ไม่ได้ไปกวดวิชา เก่งเรื่องซ่อมรถ ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ เรื่องนี้ เด็กที่ไปกวดวิชา ก็เก่งสู้คนที่เก่งช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ไม่ได้"
" ก็แน่ละ เด็กที่เก่งสายช่าง จะต้องไปสอบเข้าสายวิทย์-คณิต ทำไมล่ะ ก็มุ่งไปทางสายช่าง สายอาชีพเลยสิ"

หลายครั้ง กว่าจะค้นพบความเก่งของเด็กคนหนึ่ง ก็ต้องใช้เวลาสังเกต ศึกษา ค้นหาที่สิ่งเค้าถนัดกันก่อน....
บางเรื่อง แม้ไม่ได้ไปกวดวิชา ก็สามารถแนะนำ ฝึกฝนให้เค้าได้..
เพื่อให้เป็นความรู้พื้นฐานทีจะใช้ในชีวิตประจำวัน ต่อไปในวันข้างหน้า..

เช่น เรื่องภาษาอังกฤษ ในอนาคต ไม่แน่นะ จะต้องได้ติดต่อกับคนต่างชาติ
ไม่ว่าจะเป็นการทำงานด้วย การติดต่องาน การค้าขาย อะไรต่างๆ
รู้ภาษาอังกฤษไว้บ้าง ไม่เสียหลาย

ถึงไม่ได้ไปกวดวิชา แต่ก็สามารถที่จะฝึกทักษะภาษาอังกฤษได้
อย่างแรก ก็คือ การท่องศัพท์...
ถ้ารู้ความหมายของคำศัพท์ ก็สามารถที่จะเข้าใจความหมายได้
อย่างต่อมา คือ การท่องไวยากรณ์ให้แม่น..
จำให้แม่นย่ำ..

เมื่อได้ฟัง ได้อ่าน ก็สามารถที่จะเดาความหมาย เดาเรื่องราว เนื้อความต่างๆได้...