วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

วันคล้ายวันเกิดกับความจริงที่อย่าหลงลืม

วันคล้ายวันเกิดกับความจริงที่อย่าหลงลืม

วันคล้ายวันเกิด หลายคนต้องมีงานวันเกิด มีเค้กวันเกิด มีของขวัญวันเกิด และเพื่อนพ้อง เพื่อนฝูง คนรู้จัก จะต้องอวยพรวันเกิด ถ้าใครไม่สนใจ ไม่ให้ ไม่พูด ไม่อวยพร ก็ถูกมองได้ว่า ไม่จริงใจ อยู่คนละฝ่าย คิดร้าย ไม่เป็นมิตร

ความจริงแล้ว วันคล้ายวันเกิด ลูกทุกคนน่าจะนึกถึง พ่อแม่ โดยเฉพาะแม่ ที่ต้องเจ็บหนัก ในการคลอดลูก และมีวันเกิด วันนี้ขึ้นมา

แต่เหล่าลูกอกตัญญูทั้งหลาย มักจะคิดถึงเพื่อน คิดถึงแฟนมากกว่า พ่อแม่ เอาไว้ทีหลัง หรือไม่คิดถึงเลย

ธรรมเนียม วิธีคิดของคนไทยสมัยนี้ มักจะเห่อ เอาตามอย่างชาติตะวันตก ทำแบบเค้าแล้ว มันดูทันสมัย ดูดีไปหมด จนลืมวัฒนธรรมที่ดีๆของไทย ที่อยู่กันมายาวนานและสงบร่มเย็น... แต่กลับไปเห่อตามแบบฝรั่ง ที่มีแต่ร้อนรุ่ม ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยและ สอนให้คน "ไม่รู้จักพอ"

ไม่รู้จักพอ จะได้ บริโภคนิยม มากขึ้นมากขึ้น จะได้ขายสินค้าและบริการ กอบโกยเงินให้มากขึ้นๆๆๆ

วันคล้ายวันเกิดก็เช่นกัน สมัยก่อน ไม่เห็นจะต้องมีใครมาอวยพรวันเกิด ไม่เห็นจะต้องมีเค้กวันเกิด ไม่เห็นจะต้องมาแหกปากร้องเพลง แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู ก็ยังผ่านวันเกิดมาได้ โดยไม่เกิดเรื่องขึ่นข้องหมองใจกันเลย

เราไม่เป็นตัวของตัวเองรึเปล่า ลืมราก ความเป็นไทยรึเปล่า อยากเป็นฝรั่งมากเกินไปรึเปล่า

ครบรอบวันคล้ายวันเกิด หลายคนดีใจ จัดงานฉลองวันเกิด ทั้งที่ความจริง วันเกิด วันที่มีอายุเพิ่มอีก 1 ปี ก็แสดงว่า เราแก่มากขึ้น ใกล้วันตายมากขึ้น

คนที่เป็นมะเร็ง หรือป่วยเป็นโรคร้ายแรง เมื่อวินิจฉัยโรคแล้ว บอกว่า จะมีชีวิตเหลืออยู่อีก กี่เดือนกี่วัน คนป่วยต้องเตรียมใจ ทำใจ เมื่อแต่ละวันผ่านไป แล้วเหลืออีกไม่กี่วันที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่เห็นมีใครไปจัดงานฉลองที่เหลืออายุน้อยลงทุกวันให้เห็นซะที

คนเราคงมองเห็นแต่ความสนุกสนาน จนหลงลืมความจริงหลายอย่างล่ะ ถ้ามีสติกันสักนิด คงจะรู้ว่า มีอะไรที่สมควรทำมากมาย....

ทำตัวให้มีคุณค่า ใช้ชีวิตให้คุ้มนะ...

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

ใช้ชีวิตให้มากขึ้น คุ้มค่ามากขึ้น..

กินน้อยลงและเคี้ยวให้นานขึ้น..
ขี่น้อยลง และวิ่งให้มากขึ้น..
ขับน้อยลงและเดินให้มากขึ้น.
พูดน้อยลง และทำงานมากขึ้น..
นั่งน้อยลง และเคลื่อนไหวให้มากขึ้น..
เฉื่อยเฉื่อยน้อยลง และคิดมากขึ้น..
วิตกน้อยลงและหัวเราะมากขึ้น..
บ่นน้อยลง และยิ้มมากขึ้น..
เกลียดน้อยลง.และรักมากขึ้น..
เอ้อระเหยน้อยลง และใช้ชีวิตให้มากขึ้น.

ไม่มีประโยชน์ที่จะโทษกระจกเงา..
ถ้าหากหน้าคุณเองบิดเบี้ยว..

จากหนังสือ The Better for smarter life.

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

รถตู้บุรีรัมย์-โคราช กับชีวิตของคนเดินทาง ก.ย.2558

รถตู้บุรีรัมย์-โคราช กับชีวิตของคนเดินทาง ก.ย.2558

เดี๋ยวนี้บนเส้นทางสาย 24 อุบลราชธานี - นครราชสีมา หรือถ้าจะเจาะเฉพาะแค่ บุรีรัมย์ - นครราชสีมา ถนนสายหลักที่รถโดยสาร รถสาธารณะวิ่งผ่าน เส้นทาง บุรีรัมย์ - นางรอง - หนองกี่ - หนองบุญมาก - โชคชัย - นคราชสีมา เป็นเส้นทางหลักที่มีรถวิ่งผ่านเยอะมาก และมีผู้โดยสารที่รอต่อรถเยอะมากเช่นกัน

รถโดยสาร ไม่ว่าจะเป็นรถทัวร์ รถโดยสารพัดลม ก็มีวิ่งตามคิว ตามตารางเวลา แต่ก่อน อาจจะต้องรอนานพอสมควร แต่ปัจจุบันนี้ มีรถตู้วิ่งให้บริการ สะดวกรวดเร็ว

ค่าโดยสารรถตู้และรถโดยสาร ก็ราคาเท่ากัน จากบุรีรัมย์ - นครราชสีมา 99 บาท นางรอง - นครราชสีมา 66 บาท

ถ้าเป็นรถโดยสาร รถทัวร์ ป.1 จะไม่ค่อยจอดรับผู้โดยสารระหว่างทาง จะมีแต่ รถ ป.2 และ รถพัดลมเท่านั้นที่จะแวะจอดรับผู้โดยสารที่โบกรถข้างทาง บางที การรอคอยก็ทำให้ผู้รอ หงุดหงิด รู้สึกว่า เวลาช่างยาวนาน ยิ่งอยู่บนทางที่เปลี่ยวๆ ปากทางเข้าหมู่บ้าน ยิ่งรู้สึกว่า การรอคอยนั้นนานมากๆ เมื่อไหร่รถจะมาซักกะที

เมื่อมีรถตู้วิ่งรับส่งผู้โดยสาร และจอดแวะรับผู้โดยสารระหว่างทาง ยิ่งทำให้ผู้โดยสารที่ใจร้อน รู้สึกดีขึ้น อุ่นใจ มีรถเข้าไปยังจุดหมายปลายทาง ที่ตัวอำเภอ หรือตัวจังหวัดได้แน่นอน หลายคนต้องรีบเดินทาง ทำเวลาเพื่อไปต่อรถเข้า กทม หรือต่อรถ ไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ อีกหลายต่อ

ในช่วงเย็นวันทำงานวันหนึ่ง ลองใช้บริการรถตู้โดยสาร จากสถานีขนส่งผู้โดยสาร จ.บุรีรัมย์ (บขส.บุรีรัมย์) เดินทางฝ่าการจราจรในตัวเมืองบุรีรัมย์ ในช่วงเวลาเลิกงาน รถติดขัด จอดติดยาว พอสมควร การเร่งรีบทำเวลา ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ หากไม่ใช้มอเตอร์ไซต์ ขับลัดเลาะเข้าซอย ไปโผล่มาที่ บขส.บุรีรัมย์ มาขึ้นรถตู้ ทันก่อน 16.00น.

"รถคันไหนออกก่อน ไปถึงโคราชก่อน"
"คันนี้เลยพี่ " เด็กรถคนหนึ่ง รีบชี้ชวนมาขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ พลางเปิดประตูให้เข้าไปนั่ง และเก็บค่าโดยสารทันที 99 บาท แล้วจัดการเดินไปเอาตั๋วที่เคาเตอร์ขายตั๋วมาให้ โดยที่ผู้โดยสารที่มาใหม่ไม่ต้องเดินไปซื้อตั๋วเอง ถือเป็นบริการที่ให้ความสะดวกกับผู้โดยสาร แข่งกับอีกบริษัทหนึ่ง ที่เปิดเส้นทาง และมีรถตู้วิ่งรับส่งผู้โดยสารเช่นกัน

เส้นทางเดียวกันก็ต้องแข่งขันในความสะดวกรวดเร็ว เพื่อให้บริการลูกค้า เท่าที่สังเกตดู มีกำหนดเวลาออกทุกครึ่งชั่วโมง ในชั่วโมงที่มีผู้โดยสารเยอะ ในช่วงอื่นๆ ก็ออกวิ่งคันละ 1 ชั่วโมง

รถคันที่นั่ง ออกจากสถานี บขส.บุรีรัมย์ เวลา 16.10น. มีผู้โดยสารรวม 2 คน โดยมีคนขับเป็นคุณลุงมีฝีมือดี คือดูท่าทางแล้ว คงจะขับได้ซิ่ง ทำความเร็วได้พอสมควร...

เห็นมีผู้โดยสารแค่ 2 คน เอ แล้วแบบนี้จะคุ้มเหรอ ความจริงแล้ว รถจะแวะรับคนที่รอรถอยู่ระหว่างทาง ก็จะได้ค่าโดยสาร จากคนที่ขึ้นระหว่างทางด้วย ซึ่งเส้นทางสายที่วิ่งผ่านนี้ มีผู้โดยสารที่รอต่อรถเยอะจริงๆ มีคนขึ้นรถ ลงรถที่นางรอง หนองกี่ หนองบุญมาก และโบกรถ ขึ้นต่อรถ จากปากทางหมู่บ้าน มาลงที่นางรอง จากนางรองไปลงที่หนองกี่ ลุงคนขับก็ได้ค่าโดยสาร คุ้มค่าแก๊สแล้วล่ะ

"คันนี้ครับป้า" หนุ่มวัยกลางคนที่ บขส.นางรอง บอกให้ป้ากับลุงคนหนึ่ง เดินมาขึ้นรถตู้คันที่เราโดยสารมา ซึ่งแวะรับผู้โดยสารที่ บขส.นางรอง
"โอย รถตู้คันเมื่อกี้ คนเต็มรถเลย แน่นมากๆ ดีที่คันนี้ ว่าง"

รถตู้แล่นออกมาจากตัวอำเภอ ก่อนออกจากตัวอำเภอ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งโบกรถ..

เมื่อกี้โบกรถตู้ ไม่ยอมจอดรับตั้งหลายคัน คันนี้นึกว่าจะไม่ยอมจอดซะแล้ว" หญิงในชุดข้าราชการคนหนึ่ง พูดกับคนขับ เมื่อขึ้นมานั่งในรถตู้แล้ว

มีหลายคันที่รับผู้โดยสารจนเต็ม ไม่มีที่นั่งว่างๆ ก็จะขับไปเรื่อยๆ จนมีผู้โดยสารลง แล้วจึงจะรับผู้โดยสารระหว่างทาง ขึ้นมาอีก.... ซึ่งต่างจากรถตู้โดยสารสายตะวันออกเส้นทาง ชลบุรี - พัทยา - ระยอง ที่ขึ้นชื่อว่า รับผู้โดยสารตลอด แม้จะเต็มทุกที่นั่งแล้ว แต่ถ้าคุณอยากจะไป คุณก็ต้องยืน จึงมีข่าว รถตู้ที่มีผู้โดยสาร ยืนอัดแน่นในรถถึง 30-40 คนก็มีมาแล้ว ทั่งๆที่รถตู้โดยสาร มีที่นั่งแค่ 14-15 ที่นั่นเท่านั้น.. มีคนถ่ายคลิปเอามาแฉ เอามาด่าก็แล้ว เป็นข่าวฮือฮาอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังเหมือนเดิม เพราะผู้คนที่รอต่อรถบนถนนสุขุมวิท ระหว่าง ชลบุรี - พัทยา - ระยอง ที่นั่นมีคนเยอะ ถ้ารอไม่ไหว หรือรีบเร่ง มีเวลาจำกัด รถอะไรมา ก็ต้องไปทั้งนั้น จะลำบากลำบนยังไง ขอให้ไปถึงที่หมายก่อน .. ที่เหลือก็ต้องอดทนไปก่อน

กลับมาที่รถตู้โดยสาร เส้นทางบุรีรัมย์ - นครราชสีมา

ะยะเวลาการวิ่ง ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ช่วงเข้าตัวเมืองโคราช ต้องผ่านสี่แยกไฟแดงหลายจุด ก็ต้องเสียเวลากับแยกไฟแดง หลายนาทีพอสมควร รถตู้วิ่งผ่านกลางเมืองโคราช มาถึงหน้าห้างไอทีโคราช 18.30 น. ไปถึง บขส.ใหม่ โคราช ก็เกือบ 18.40 น.เข้าไปแล้ว แต่ก็นับว่า ถึงไวพอสมควร หากเดินทางมาด้วยรถโดยสาร บางคันจะใช้เวลาวิ่งนานกว่านี้ รวมเวลาติดไฟแดง อาจจะใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง สำหรับช่วงเวลาเลิกงานยามค่ำแบบนี้....

ถึงจุดหมายปลายทาง ลงจากรถตู้แล้ว ผู้โดยสารแต่ละคน ต่างมุ่งหน้าเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางของตัวเองต่อไป.. ส่วนคุณลุงที่ขับรถตู้ ก็เอารถขับไปจอดเทียบชานชลา ลงไปเซ็นต์ใบเวลา หลังจากนั้น ก็คงจะเอารถตู้ไปเข้าอู่ หรือ ไปจอดพักที่ไหนสักที่ พักผ่อน ก่อนรอเวลามาเข้าวิว เข้าคิววิ่งในช่วงต่อไป วันต่อไป

ในแต่ละวัน แต่ละชั่วโมง มีผู้คนเดินทางมากมาย โดยรถตู้โดยสารที่วิ่งทำเวลาอย่างรวดเร็ว แข่งกับรถทัวร์ รถโดยสาร เครื่องบิน และรถไฟ ชีวิตไม่หยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา จนหลายครั้ง เราก็ตามไม่ทันความรวดเร็วเหล่านี้ ในขณะที่เราอยู่ที่บ้าน วันแล้ววันเล่า ใช้ชีวิตแบบเนิบช้า แต่ในระยะเวลาเดียวกัน หลายคนเดินทางไป เป็นระยะทางหลายร้อย พลายพันกิโลเมตรเข้าไปแล้ว....

แต่ไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่ รถตู้ยังคงวิ่งให้บริการ รับ ส่งผู้โดยสาร เหมือนเช่นทุกๆวัน บนเส้นทางเดิม ต่อไป....

สวยเลือกได้ แต่ดันรักผัวชาวบ้าน

สวยเลือกได้ แต่ดันรักผัวชาวบ้าน

สงสัยจริงๆ จำนวนผู้หญิง ผู้ชายมันคงไม่สมดุลกันจริงๆนะ จึงทำให้ผู้หญิงหลายคน ต้องรักคนที่มีเจ้าของแล้ว...

รัก เป็นชู้กับ สามีของชาวบ้าน ทั้งๆที่อีกฝ่าย ก็มีครอบครัว มีลูกมีเมียเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว

มีผู้หญิงที่สวเลือกได้ ท่านหนึ่ง หน้าที่การงานและเงินเดือนแต่ละเดือน ถือว่าสูงมากๆ ใครเห็นหน้า ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีเส่ห์ น่าตาชวนมอง น่ารัก หลงไหล และทำให้หลายคน ตกหลุมรักเธอได้ง่ายๆ หลายคนคิดว่า เธอคงมีแฟนหนุ่มที่คบหาดูใจกันอยู่ คงจะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมากๆ

แต่หลายอย่าง ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด มีหลายเรื่องที่คนเราไม่ได้รู้ความเป็นจริงของคนๆนั้น....

ชีวิต บางที ก็เหมือนถูกเล่นตลกจากโชคชะตา หรืออาจจะเป็นกรรมเก่าก็เป็นได้ คนที่น่าจะมีโอกาสได้พบกับคนที่ดี คนที่เหมาะสม คนที่เกิดมาเพื่อคู่กับเธอ และเป็นของเธอ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เธอไม่มีโอกาสได้พบคนอย่างที่ว่านั้น แต่กลับอยู่ในสังคมที่ตรงกันข้าม...

แล้วเธอก็ไปรักสามีของชาวบ้าน ซึ่งผู้ชายคนนั้นก็เล่นด้วย.. ไม่มีใครรู้เรื่องมากนัก เพราะเรื่องแบบนี้ ต่างฝ่ายต่างก็มีวิธีการแนบเนียนที่จะคบกัน รักกันไป..

แต่ไม่รู้ว่า รักนี้ มีความจริงใจรึเปล่า

มีหลายคนที่มีครอบครัวแล้ว ที่มาพบรักกับอีกคน เป็นชู้กับอีกคน ค้นพบความจริงใจกับคนใหม่ แล้วก็เลิกรากับคนเดิม หย่าร้างกับครอบครัวเดิมมาสร้างครอบครัวใหม่ เรื่องแบบนี้ ก็บอกไม่ได้เช่นกัน แต่บางคู่ก็ไม่ได้มีความจริงใจแแบบนั้น ฝ่ายหนึ่ง มีเงินปรนเปรออีกฝ่าย ดูเหมือนว่า อีกฝ่าย รักเพราะเงิน ถ้าไม่มีเงินให้ มันก็ไม่เอา...

กรณีคนสวยเลือกได้ คนที่รับรู้เรื่องราว ก็มองว่า สามีชาวบ้าน คงคิดจะหลอกเอาเงินสาวสวยเลือกได้...
อันนี้ จริงเท็จเพียงใด ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ คงต้องให้กาลเวลาเป็นตัวตัดสิน ว่า ที่สุดแล้ว จะเป็นอย่างไร สามีชาวบ้านนั้น ... จะเป็นชู้กับสาวสวยเลือกได้ไปอีกนานแค่ไหน จะหลอกสวยสวย หรือ จริงใจกับเธอกันแน่... แล้วเมียที่บ้านและลูกๆล่ะ จะทิ้งจริงๆเหรอ

เบื่อนะ เรื่องไปรักคนมีเจ้าของ แต่เรื่องอย่างนี้ มันก็เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย เมื่อคนเผลอใจ ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่รักษาศีล 5 แบบนี้ ก็ทำอะไรตามใจไปทุกอย่าง ทำผิด ก็มองว่า ถูกเสมอ...

โลกมันจึงวุ่นวายแบบนี้ล่ะ...

ร้านขายยา ควรสนใจฟังเสียงลูกค้าบ้าง

ณ ร้านขายยาแห่งหนึ่ง แถมตลาดแม่กิมเฮง โคราช
"ซื้อดีคอลเจนค่ะ" พร้อมกับยื่นเงินส่งให้
"หมดครับ เอาทิฟฟี่แทนละกัน"
"ไม่ค่ะ พี่จะเอาดีคอลเจน"
"ตัวยาก็เหมือนกัน เอาทิฟฟี่นี่ล่ะ"
"ไม่ค่ะ พี่จะเอาดีคอลเจน"
"ทิฟฟี่ก็เหมือนกันแหละ"
"ไม่เอาค่ะ"

คนขายอีกคนเดินมาดู....
.. "พี่เค้าอยากได้ดีคอลเจน จะขายทิฟฟี่ทำไม.. คืนเงินให้พี่เค้าสิ.."
..คนขาย ก็ควรสนใจฟังเสียงของลูกค้าบ้าง...

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

คนไว้ใจยังทำกันได้ลงคอ 40,000บาท

ความไว้วางใจ ความเมตตา ในยุคนี้ ผลตอบรับที่ได้คืนมา ก็ไม่เป็นอย่างที่คิดเสมอไป..

เมื่อผู้หญิงสองคนที่นับถือ สนิทสนมกันเหมือนดังพี่น้อง ผู้เป็นพี่พยายามช่วยเหลือผู้เป็นน้องเสมอมา...

ผู้เป็นน้อง มักจะเดือดร้อน มีหนี้สินท่วมตัว วันหนึ่ง ก็มาบอกพี่สาวว่าเดือดร้อนเรื่องเงิน กำลังหาเงินไปสร้างบ้านให้พ่อแม่ คนเป็นพี่เห็นใจ เลยให้บัตรเครดิตไปใช้ก่อนเพื่อช่วยเหลือน้อง..

ผ่านไปหลายเดือน น้องเงียบหายไป วันนึ่งผู้เป็นพี่ไปเจอผู้เป็นน้องอยู่ใกล้โรงพยาบาลเอกชนแห่งนึง ผู้น้องไปร้านเครื่องสำอาง เอาเครื่องสำอางออกมาใช้...

ผู้พี่ได้รับใบแจ้งหนี้บัตรเคตดิต กว่าสี่หมื่นบาท..

คนที่ไว้ใจกัน ยังทำกันได้ลงคอ..

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สันดาน หลานเนรคุณ

สันดาน หลานเนรคุณ

"มาอาศัยบ้านเขาอยู่แท้ๆ แต่แม่งขี้เกียจชิบหาย เอาแต่กินกะนอน อายุสามสิบกว่าๆ แต่แม่งโคตรขี้เกียจเลย แม่มันก็ไม่เคยสั่งสอนด้วย ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ เอามาทิ้งไว้ที่นี่ แล้วตัวแม่ก็ไปอยู่กะผู้ชายที่จังหวัดริมทะเลโน่น เหี้ยชิบหาย"

"เมื่อวาน ไปคุยธุระที่นั่น อีหลานเวร มันไม่ยอมไหว้ ไม่สนใจ ไม่หันมามอง ไม่ทักทาย เสือกนอนบนแปล ใส่กางเกงขาสั้น นอนแหวกขาอ้าซ่า มันทำไปได้ยังไงวะ"

"กลุ้มใจ แต่ไม่รู้จะทำยังไงกะมัน ไปสมัครงาน ได้งานก็ไปทำมั่ง ไม่ไปทำมั่ง วันไหนจะไปทำงาน ก็ไปขอเงินกะแฟนของแม่ทัน ที่เป็นเจ้าของบ้าน กลับมาก็ไม่ให้เงินคืนเค้าอีก ทำไม เค้าจะต้องมาเลี้ยงดูอีเวรนี่ ถ้าไปทำงานแล้วมาขอเงินก่อนไป ก็ให้มันนอนขึ้นอืดอยู่ที่บ้านนี่ล่ะ"

เมื่อผู้เป็นพ่อแม่ ไม่รู้จักอบรมสั่งสอน ปล่อยปะละเลย จนลูกสาวคนนี้ เติบโตขึ้นมา อยากทำอะไรก็ทำตามใจตนเอง ไม่มีวินัย จึงกลายเป็นลูกเทวดา นั่งๆนอนๆ กินนอนไปวันๆ

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจย่ำแยะ หลายโรงงานปิดตัวเอง เลิกจ้างคนงานจำนวนมาก มีคนตกงานหลายพันคน แต่คุณเธอ หลานเนรคุณ กลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว เอาแต่กินนอน เล่น facebook รอรับเงินที่แม่จะส่งมาให้ใช้

แม่ของหลานเนรคุณ เป็นแฟนกับ คุณเอ (นามสมมติ) ที่มีกิจการบ้านเช่า และค้าขายอาหารในละแวกนั้น แม่ของหลานเนรคุณ เลยขนลูกหลานมาไว้ที่บ้านของคุณเอ ให้ความหวังว่า จะมาใช้ชีวิตรักร่วมกันที่บ้านของคุณเอ ทำมาหากินสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกัน คุณเอ ซึ่งรักแม่ของหลานเนรคุณก็ช่วยเหลือเต็มที่ แต่พอเวลาผ่านไป แม่ของหลานเนรคุณ ก็กลับไปอยู่ที่จังหวัดริมชายทะเล บอกว่าจะไปจัดการเรื่องธุรกิจ เงินๆทองๆก่อน เดี๋ยวจะกลับมา

แต่หลายเดือนผ่าน ไปก็ยังไม่มา ได้แต่โทรศัพท์มาพูดคุยด้วย และส่งเงินบางส่วน มาให้ลูกหลานที่มาฝากทิ้งไว้ที่นี่

คุณพ่อคุณแม่ของคุณเอ ก็ไม่ค่อยจะพอใจ ทำไมจะต้องมารับเลี้ยงดูลูกหลานของคนอื่น ทำไมต้องมารับภาระ จะต้องหากินหาอยู่ให้พวกนี้
"เค้ามีญาติพี่น้องอยู่ตำบลใกล้ๆ ทำไมไม่เอาลูกหลาน ไปไว้ที่บ้านนั้น"

แต่ญาติพี่น้องที่บ้านนั้น บอก รับไม่ไหว แค่เท่าที่มาอยู่ด้วย ก็ลำบากพอสมควรเหมือนกัน มากคน ยิ่งมากความ เลยจะไม่ต้อนรับ ไม่รับใครมาเลี้ยงดูอีก ไม่ใช่สถานสงเคราะห์นะ

คุณเอ และครอบครัวจึงต้องอดทน รับภาระ รับกรรมกันไป

หลายปีที่แล้ว แม่ของหลานเนรคุณ เคยเอาหลานมาฝากไว้กับน้องๆ ให้น้องช่วยดูแลเลี้ยงดู .. ผู้น้อง พยายามดูแลเอาใจใส่ พยายามอบรมสั่งสอน ตอนนั้น หลานเนรคุณเชื่อฟังและทำตามด้วยดี ..อืม น่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แต่หลังจากที่ออกจากบ้านผู้น้อง หลานเนรคุณกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับแม่ กิน เที่ยว เล่นการพนัน เล่นยาเสพติด นิสัยก็กลับมาเป็นเหมือนแม่ แต่งตัวล่อจะเข้ หาผัวแบบไม่มีเขินอาย และแล้วในที่สุด หลานเเนรคุณก็กร้านโลก เห็นแก่ตัวสุดๆ

แม่ของหลานเนรคุณ ชอบเข้าบ่อนเล่นการพนัน จนบ้าน และทรัพย์สินที่มีอยู่ค่อยๆถูกล้างผลายไปจนหมดสิ้น ก็เลยตั้งเป้า จะขนลูกหลาน ย้ายเข้ามาอยู่บ้านยาย (แม่ของแม่หลานเนรคุณ แต่ผู้น้องต้อต้าน คัดค้าน บอกว่า ไม่ไหวแล้ว เวลาที่พวกเค้ามีความสุข ร่ำรวย ไม่เคยคิดถึงยาย ไม่คิดถึงผู้น้อง แม้แต่นิดเดียว แต่เวลาเดือดร้อน เงิน หมด อยากได้ทรัพย์สมบัติ ก็จะมาขอแบ่ง ขอเอากับยาย และผู้น้เอง ที่เพียรพยายามเก็บเงินสะสม ซื้อที่ดินและปลูกบ้านนี้ขึ้นมา....

"หนูไม่ยอมให้พวกมันเข้ามานะ ที่ผ่านมา ก็มาเอาจากยายไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว จะมาล้างผลาญจนหมดทุกอย่างกันเหรอไง"

เมื่อหลานเนรคุณ มาอยู่ที่บ้านคุณเอ และแวะมาเยี่ยมบ้านยายบ่อยๆ วันนึงก็เอ่ยปากถามว่า ยายมีทรัพย์สมบัติที่จะแบ่งให้หนูอีกมั้ย
"เอ๊ย เอ็งเป็นหลาน ไม่มีสิทธิ์ ยายเค้าแบ่งให้แม่ของเอ็งไปหมดแล้ว เอ็งจะมาเอาอะไรอีก อยากได้อะไร ไปขอกับแม่ของเอ็งโน่น"

.... ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะไม่ให้ลูกหลาน สนใจเรียนหนังสือ ตามใจจนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่ชอบทำงานแต่รักความสบาย มองหาวิธีหาเงินง่ายๆ วันนี้ จึงเป็นภาระให้คุณเอ และครอบครัว และคงจะเป็นภาระหนักให้อีกหลายๆคนในอนาคตด้วย

..อย่าใจอ่อน อย่าให้มาเป็นตัวถ่วง อย่าให้มาทำลายชีวิตของใครอีกเลย...